2009/Aug/19

 

สวัสดีค่า~~

 

หายหน้าหายหัวไปนานมากสำหรับบลอคฟิคของตัวเอง โฮๆๆ ทั้งที่อยากจะเขียนฟิคต่อ แต่มันก็ช่างนานเหลือเกินหนอกว่าจะมีเวลาเขียน ใครที่อ่านฟิค When อาจจะสังเกตว่าตอนที่ 1 มันตั้งแต่ปีใหม่นู่น อ๊ากกกส์ นี่มันจะชนปีอยู่แล้วนะเนี้ย

ที่อยากบอกก็คือ ปีนี้ของฟูจังอุดมไปด้วยงาน ทั้งงานที่ทำงานและการบ้านที่เรียน เลยไม่ค่อยมีเวลานั่งพิมพ์ฟิค หรืออะไรต่อมิอะไรเลย จนรู้สึกห่างเหินกับเซย์ย่าไปพอสมควร

กระทั่งได้ไปงาน Saint Seiya Only Event มาเมื่อวันที่ 16 สิงหา ที่ผ่านมา แล้วรู้สึกว่าตัวเองกลับมาหาเซย์ย่าอีกครั้ง รู้สึกจิตใจเร่าร้อนอยากจะเขียนฟิคมากกกกกกกกกกก

 

โดยเฉพาะ Wind of Love ซึ่งสำหรับใครที่อ่านฟิคนี้มาตั้งแต่ TSS คงรู้ว่าฟิคนี้เป็นฟิคแรกในชีวิตของฟูจัง และเขียนถึงคู่เฮียวxชุน ที่รักมากๆ (ณ ขณะนั้น ก่อนจะหันเหมาเลิฟๆ ทั่นช่าxพี่อิคคิ จนบัดนี้) และตั้งใจว่าจะเขียนให้จบด้วย

 

แต่เรื่องร้ายๆ ก็เกิดขึ้นง่ายเหมือนล้อเล่น

เพราะว่า Flashdrive ที่เซฟฟิคทั้งหมดของฟูจังโดนไวรัส หายเกลี้ยงเลยค่ะ!

ตอนนั้นเศร้าจนเฟลไปเลย จะร้องไห้ก็ร้องไม่ออก แบบว่ามันตื้อไปหมด เพราะที่หายไม่ใช่แค่ฟิคที่ลงในบอร์ด แต่มันรวมถึงตอนสำรองที่พิมพ์ไว้แล้วด้วย (ฟิคแต่ละตอนนี่ ราวๆ สิบหน้า)

ต่อมาสิ่งที่ร้ายกว่า ซึ่งเกิดขึ้นโดยไม่ทันตั้งตัว คือ TSS ล่มจ้ะ!!!

 

ฟิคทั้งหลายที่ลงบอร์ด เรียกว่าหายเกลี้ยง

 

เศร้าแบบสุดๆ แล้ว เพราะฟิคสั้นก็ถ่ายมาลงบลอคหมดแล้ว ฟิคแกะเสี่ยงรักก็เอามาแล้ว แต่ WOL ที่รักที่สุดกลับเอากลับมาไม่ได้

 

เสียใจสุดๆ ค่ะ ตอนนี้จึงมี WOL แค่ 4 ตอนที่ลงในบลอค และมีตอนที่ค้นกู้คืนมาได้คือตอนที่ 11-12 ดังนั้น เลยอยากถามใครก็ตามที่เคยอ่านฟิคนี้ว่า

 

มีเซฟฟิค WOL ของฟูจังไว้บ้างไหมคะ????

 

ถ้ามี ซึ่งคงปาฏิหาริย์เลยละ ช่วยส่งมาให้ฟูจังได้ไหม กี่ตอน ตอนไหนก็ได้ค่ะ

 

แต่ถ้าไม่มีใครเซฟไว้ ก็ขอตามตรงนี้เลยว่า

 

อยากให้เขียนต่อไหม?

 

เพราะถ้าจะเขียนต่อ นั่นหมายความว่าฟูจังจะต้องเขียนใหม่ตั้งแต่ตอนที่ 5 ไล่ไปเลย ซึ่งมันอาจจะไม่เหมือนเดิมเหมือนที่หลายๆ คนเคยอ่าน จะโอเคไหม?

 

และ...อันนี้สำคัญมากๆ ถ้าอยากให้เขียนต่อ

 

ขอกำลังใจ ด้วยค่ะ เพราะแค่ตอนฟิตหายก็แทบแย่แล้ว ตอนนี้กลับมาเขียนใหม่ ไม่ง่ายเลย และคิดว่าคงนานกว่าจะเขียนออกมาสักตอนหนึ่ง ตอนนี้เขียนฟิคใหม่ง่ายกว่าค่ะ เหอะๆๆๆๆ

 

ฟิคของฟูจังอาจจะมีคนตามอ่านน้อย เพราะไม่ได้เขียนดีเลิศอะไร แต่เขียนอย่างที่ใจอยากให้เป็น ดังนั้น แค่มีใครสักคนตามอ่านฟิคของฟูจังก็ขอบคุณมากๆ แล้วน้า

 

ดังนั้นขอบคุณคนที่แวะมาอ่านจริงๆ ทั้งพี่แนน พี่แป้ง น้องอาเธน่า น้องคุ่น พี่โทเมโกะ พี่วานาโกะ พี่นัน และล่าสุด พี่ชุน >< และคนอื่นๆ ที่อาจตกชื่อไป ขอบคุณจริงๆ ค่ะ >

 

ยังไงผ่านมา ช่วยตอบเอนทรีนี้ด้วยนะคะ!

 

 

edit @ 19 Aug 2009 21:50:07 by ฟูจัง

2009/Feb/11

สวัสดีค่า

 

เหะๆ ตอนที่สองมาแว้ววววว ซึ่งยังคงไร้ชื่อค่ะ แปร่ว!! (หวังว่ามันคงจะไม่กลายเป็นฟิคชื่อ When ไปนะ )

 

ดีใจที่ยังมีพี่น้องตามอ่านค่ะ ทั้งกันต์คุง (หรือน้องคุ่น โอ้ จะเรียกชื่อไหนดี!) พี่แนน น้องเอเธน่า พี่แป้ง และคนอื่น (ขอให้มีเต๊อะ เพี้ยงงง) ฮือๆ ปลื้มมม เพราะฟูจังสารภาพว่าไม่ได้เขียนมานานก็เกร็งเหมือนกันนา แถมยังไม่ได้เขียนฟิคคู่นิยมเสียอีก ..แต่ไม่เป็นไรค่ะ เพื่อความ "ตามใจฉัน" ฮะฮะฮ่า! ยังไงก็เขียนขึ้นมาเพราะรู้สึกว่า "อยากให้มีฟิคอย่างนี้อยู่ตรงนี้" เท่านั้นเองค่ะ

 

สำหรับใครที่รู้สึกตงิดๆ กะพี่อิคคิก็...อย่าไปรังเกียจรังงอนแกเลยค่ะ ดูซิ โดนน้องทิ้งไป น่าสงสารออกเน้อออ (อ้อนเต็มที่)

 

 ยังไงก็ติดตามอ่านตอนแรกกันเลยค่ะ แต๊น~~

 

When...[Chap 1]

 

...สายลมที่พัดผ่านใบไม้ข้างหน้านั้น ดูมีชีวิตชีวาเมื่อเรายืนมองร่วมกัน แต่เมื่อเหลือเพียงฉัน สายลมนั้นก็ดูราว จะพัดผ่านเลยไปไม่หวนมา เหลือเพียงซากใบไม้ที่หงิกงอ...

 

  

สายลมฤดูหนาวยังคงพัดแรง เกิดเป็นเสียงหวีดหวิวอยู่ข้างหู...

 

  

อิคคิก้าวจากบันไดขั้นบนสุดที่ทอดลงไปสถานีรถไฟใต้ดินเข้าสู่เมืองอันจอแจ เทศกาลปีใหม่ที่เพิ่งจะผ่านพ้นไปยังคงทิ้งความรื่นเริงเอาไว้ในทุกอณูบรรยากาศ และบนใบหน้าของคนที่เดินผ่านไปมา พ่อแม่ยิ้มให้ลูก หนุ่มสาวหัวเราะต่อกระชิก กลุ่มเพื่อนคุยกันเฮฮาถึงเรื่องอะไรสักเรื่องแล้วหัวเราะออกมาเต็มเสียง

 

  

ทว่าเสียงนั้นดังขึ้นแล้วก็ผ่านเลยไป เหมือนสายลมหนาวเย็นที่พัดมาปะทะใบหน้า พัดเส้นผมให้ลู่ตาม แต่แล้วสายลมก็พลิ้วผ่านไปเงียบๆ ทิ้งเพียงความเย็นชืดชาจับอยู่ที่ผิวกาย...และแทรกลึกลงไปจับถึงใจ

 

  

อิคคิถอนใจเบาๆ ลมหายใจระบายออกมาเป็นควันขาวจางๆ

 

  

ชั่วขณะที่มองไปรอบๆ อย่างไร้จุดหมาย ก็ไปชนเข้ากับคนกลุ่มหนึ่ง

 

  

เฮ้ยยยย อะไรว้า เสียงแหลมระคายหูดังขึ้นแทบจะทันควัน ร่างสูงจึงเงยหน้าขึ้นมามองคนตรงหน้า มัน เป็นเด็กนักเรียนที่ดูแล้วพกคราบอันธพาลมาครบเครื่อง ใบหน้าเสี้ยมแหลมส่อแววชวนตีขนาดหนัก ชนิดที่ว่าหากวันใดไม่ได้ชกต่อยแล้วคงหลับตาลงไม่ได้

 

 

  

อิคคิเห็นดังนั้นก็ได้แต่ถอนใจอย่างรำคาญ ขยับตัวจะเลี่ยงเลยไป

 

  

แต่เด็กอันธพาลสองสามคนพอเห็นดังนั้นก็รี่มาคว้าแขนไว้ทันที เฮ้ยยยย พี่ชาย ชนคนเขาแบบนี้แล้วจะเดินหนีไป จะไม่เสียมารยาทไปหน่อยเรอะ

 

 

 

  

ไปให้พ้น

 

 

  

เสียงห้าวเข้มที่พูดออกมาไม่ดังอะไร แต่กระแสเสียงนั้นเต็มไปด้วยแววคุกคามเต็มที่ เจ้าอันธพาลคนที่คว้าแขนร่างสูงไว้ผงะออกไปเล็กน้อย แต่เจ้าคนที่ตามหลังมาดูคล้ายจะเป็นหัวโจกที่ยังไม่รู้สึกรู้สาอะไร นี่! แกน่ะ มันเื้อื้อมมือมากระชากคอเสื้อของอิคคิ แล้วพ่นออกมาว่า

  

รู้มั้ยว่าชั้นเป..

 

 

  

พลั่ก!!!

 

 

 

 

 

  

คำพูดของหัวโจกยังไม่จบประโยคดี ร่างก็ลอยข้ามลูกน้องไปตกลงที่ถึงขยะริมถนนดัง โครม! สนั่น ก่อนที่ใครจะทันตั้งตัว เจ้าอันธพาลอีกสองคนที่มองตามลูกพี่ไป บังคับตัวเองให้หันมามองคนที่พวกมันตั้งใจจะหาเรื่องช้าๆ ก็ต้องเสียววาบไปทั้งสันหลังที่ได้เห็นว่าเด็กหนุ่มตรงหน้ายังคงยืนนิ่ง ดวงตาวาววับ แขนขวายกขึ้นมากำแน่น

 

 

 

 

  

แน่แล้ว ผู้ชายคนนี้ต่อยลูกพี่มันลอยกระเด็นไปถึงโน่นได้ในหมัดเดียว!!!

 

 

  

ไวเท่าความคิด ลูกกระจ๊อกทั้งสองขยับจะหนีทันที ทว่าเพียงแค่ก้าวออกไปได้ก้าวเดียว ก็รู้สึกว่าโดนกระชากวูบกลับมาจนตัวลอย กว่าจะรู้ตัวว่าถูกสองแขนแข็งแรงดึงคอเสื้อกลับมา ก็ได้ยินเสียงเหี้ยมเกรียมกระซิบที่ข้างหูว่า

 

 

 

  

ฉันบอกว่า...ไปให้พ้น!!!

 

 

 

  สิ้นเสียงของบุคคลที่กุมสถานการณ์ มือทั้งสองก็ปล่อยคอเสื้อของอันธพาลฝึกหัดลง เจ้าเด็กทั้งคู่ทันทีที่รู้สึกว่าเป็นอิสระก็ไม่ต้องรอให้ย้ำซ้ำสอง พากันโกยแน่บหนีไปไม่่เหลียวหลัง ไม่สนใจจะลากเพื่อนหัวโจกที่ยังนั่งสะลืมสะลืออยู่ในถังขยะไปด้วยเลยแม้แต่น้อย  

 

 

เฮอะ

  

ร่างสูงแค่นเสียงในลำคอ แล้วออกเดินต่อไป ในเวลาเช่นนี้เขาต้องการอยู่คนเดียวจริงๆ

 

 

  

ไม่ต้องการแม้กระทั่งจะต่อยตีหาเรื่องกับใคร

 

 

  

ไม่ต้องการสนใจกับใคร

 

  

และแน่นอน...เขาไม่อยากกลับอพาร์ตเม้นท์...

 

 

  

แต่ก็ไม่รู้ว่าในคืนที่หนาวเหน็บเช่นนี้ จะไปที่ใด?

 

  

*กริ๊งงง*

 

 

  

เสียงกระดิ่งเล็กๆ ที่ผูกไว้ตรงที่จับประตูส่งเสียงกังวานใส ดึงความสนใจของอิคคิให้มองตาม กระดิ่งที่ประตูกระจกบานใสนั้นยังแกว่งไปมาตามแรงหมุนน้อยๆ ของประตู หลังจากที่วัยรุ่นสาวสองคนเดินยิ้มแย้มออกมา ชายหนุ่มจึงเพิ่งรู้ตัวว่าตนยืนอยู่หน้าร้านอะไรสักอย่าง เมื่อเงยหน้าขึ้นมองดูจึงพบว่า

 

 

  มันคือร้าน อินเตอร์เน็ตคาเฟ่ 

 

++++++++++++++++++++

  

ร่างสูงของเด็กหนุ่มค่อยๆ นั่งลงที่เก้าอี้บุนวมบางๆ สีตุ่นๆ อย่างไม่ค่อยมั่นใจนัก ดวงตากวาดมองไปทั่วบริเวณแล้วค่อยวกกลับมาตรงหน้า ...จอคอมพิวเตอร์จอแบนที่กำลังมีตัวอักษรวิ่งไปมาเป็นพรืด

 

 

  

คนอย่างเรานี่น่ะหรือจะมานั่งอยู่ในร้านเน็ตคาเฟ่? อิคคิถามตัวเองเป็นรอบที่เท่าไหร่แล้วก็จำไม่ได้ ตั้งแต่ที่เขาผลักประตูกระจกใสนั้นเข้ามาหาอากาศอุ่นในร้านที่อบอวลไปด้วยกลิ่นหอมจางๆ ของสเปรย์กลิ่นส้ม ภายในร้านมีลูกค้าทุกเพศทุกวัยที่เขม้นมองไปยังจอคอมตรงหน้าอย่างมุ่งมั่น ไม่สนใจผู้คนรอบกาย

 

 

 

  

ตัวเขาเองไม่เคยสนใจการใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ จำพวกคอมพิวเตอร์หรืออินเตอร์เน็ตเลยแม้แต่น้อย กระทั่งตอนที่ชุนเก็บเงินซื้อคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่งแล้วสอนให้เขาใช้งานของพรรค์นั้น เขายังส่ายหน้า แล้วไม่สนใจอะไรกับเจ้าจอสี่เหลี่ยมนั่นอีก เพียงแค่หาอะไรมาคลุมไว้กันฝุ่นเข้าเท่านั้นเอง

  

 

แต่ตอนนี้เขากลับมานั่งดูตัวอักษรหลากสีวิ่งพรืดๆ บนหน้าจออย่างนี้เสียได้

 

  

ดูเหมือนว่าคนที่ใช้บริการคอมพิวเตอร์เครื่องนี้ก่อนหน้าเขาจะเปิดห้องแช็ทค้างเอาไว้ เขาจึงเหมือนจะมีสิทธิ์อ่านข้อความในห้องแซ็ทนี้โดยไม่ได้ตั้งใจ ข้อความสีสันตามที่ผู้ใช้แต่ละคนตั้งเอาไว้ไล่ลงทับถมกันไปเรื่อยๆ เนื่องจากแต่ละคนพิมพ์ข้อความเข้ามาอย่างรวดเร็ว จนแม้แต่เขาที่นั่งอ่านเฉยๆ ไม่คิดจะพิมพ์อะไรยังอ่านแทบไม่ทัน

 

 

  

...ทำให้นึกสงสัยขึ้นมาว่าหากเขาจะพิมพ์อะไรลงไปบ้าง จะมีใครสังเกตเห็นไหม

 

  

เด็กหนุ่มนั่งหลังตรง ก่อนจะค่อยๆ พิมพ์ชื่อที่จะใช้ในการคุยลงไป

 

  

...ฟีนิกซ์...

 

 

  

ก็พี่น่ะทั้งแข็งแรง ทั้งเข้มแข็ง เหมือนนกฟีนิกซ์เลยนะฮะ เสียงของน้องชายผ่านเข้ามาในห้วงคำนึง ใช่แล้ว สำหรับชุนเขาเป็นแบบอย่างที่เข้มแข็งเสมอ แต่เมื่อคิดว่าจากนี้ไปฟีนิกซ์คงได้โผบินโดยลำพัง เขาก็แค่นยิ้มบางๆ ก่อนจะตั้งค่าตัวอักษรให้เป็นสีน้ำเงิน

  

 

จากนั้นก็นั่ง...นิ่ง...

 

  

แล้วเขาควรจะพิมพ์อะไรดี?

 

 

  

ตอนนี้ประเด็นในห้องแช็ตเล่ากำลังเล่าถึงกิจกรรมที่แต่ละคนทำในช่วงปีใหม่ที่ผ่านมา ทุกอย่างล้วนเป็นเรื่องสนุกสนาน ทั้งไปเที่ยวต่างจังหวัดกับครอบครัว ไปไหว้พระขอพรที่ศาลเจ้ากับแฟนหนุ่ม จับฉลากกับเพื่อนในปาร์ตี้ชุดนอน

 

 

  

แต่เขาไม่มีเรื่องอย่างนั้นเลย สิ่งที่เขาพบมีเพียงน้องชายคนเดียวเพิ่งออกจากบ้านไปเท่านั้นเอง

 

  

แล้วเขาก็ถอนใจเบาๆ ก่อนที่จะพิมพ์ข้อความสั้นๆ ลงไปว่า

 

  

ฟีนิกซ์: ปีใหม่นี้หนาวมาก

 

 

  

เมื่อกดลงไปแล้ว ข้อความของเขาก็โชว์ที่หน้าจอเพียงไม่กี่วินาที ก่อนที่จะโดนข้อความใหม่ๆ เรื่องความหรรษาช่วงปีใหม่ทับถมไล่ลงไปจนหายไปจากหน้าจอ

 

  

อิคคิยักไหล่อย่างไม่ยี่หระ นี่เขาหวังอะไรหรืออย่างไร? เขาเองไม่เคยสนใจเรื่องพวกนี้ แล้วทำไมจึงคิดถึงผลตอบสนองจากข้อความบนจอแก้วที่ไม่รู้ว่าใครก็ไม่รู้พิมพ์ส่งมาด้วย คิดได้อย่างนั้นเขาจึงคิดจะปิดหน้าจอนั้นเสีย แต่จังหวะที่จะกดปิด สายตาก็เหลือบไปเห็นข้อความสั้นๆ สีเหลืองออกส้มที่เพิ่งปรากฏขึ้นมาว่า

 

 

 

  

Virgo: ไม่ใช่ปีที่แล้วอากาศหนาวกว่านี้หรือ

 

 

  

เขายืดหลังตรงอีกครั้งอย่างลืมตัว สายตามองตามข้อความนั้นที่โดนข้อความหลากสีไล่ลงจนตกจอไป เด็กหนุ่มเหลือบมองคนที่นั้งข้างๆ ราวกับจะคิดว่าคนที่พิมพ์ข้อความนั้นนั่งอยู่ใกล้ๆ แต่เมื่อเห็นคนที่นั่งถัดจากเขา ตลอดจนทุกคนที่นั่งไปจนสุดแถว ดูจะไม่มีใครสนใจใคร ก็กลับมาจ้องที่หน้าจออีกรอบ

 

 

  

แล้วตัดสินใจพิมพ์ลงไปอีกครั้ง

 

  

ฟีนิกซ์: ปีที่แล้วผมว่าไม่หนาวเท่านี้

 

 

 

  แล้วเขาก็นั่งนิ่ง รออยู่ที่ตรงนั้น รอสิ่งที่เขาก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมต้องรอ แต่มันก็เป็นความรู้สึกคาดหวังอย่างประหลาด ...แต่จนแล้วจนรอดข้อความสีเหลืองออกส้มนั้นก็ยังไม่ปรากฏขึ้นมาแม้ว่าข้อความของเขาจะหายไปจากหน้าจอนานแล้ว จนเขาคิดว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเพียงแค่เรื่องบังเอิญ บางทีข้อความนั้นอาจจะส่งถึงเจ้าของตัวอักษรหลากสีคนอื่นๆ ไม่ใช่เขา...   

 

 

แต่แล้วข้อความนั้นก็ปรากฏขึ้นมา

 

 

  

และอิคคิก็เบิกตากว้างเมื่อได้อ่าน ข้อความนั้นว่า...

 

 

  

Virgo: เป็นเพราะว่าใครบางคนหายไปหรือ

  

 

และก่อนที่เขาจะทันคิดอะไร ก็มีข้อความส่วนตัว (pm) กระพริบที่มุมขวา เขาจึงคลิคเข้าไปแล้วพบตัวอักษรสีส้มออกเหลืองเหมือนกับข้อความที่ทำให้เขาอึ้งไป เขียนอีเมลล์ส่งมาพร้อมกับข้อความว่า สวัสดี

 

 

  

ใครอยากรู้จักวะ อิคคิพึมพำในลำคอ

 

  

แล้ว...

 

 

  

[Home Chap 1 END] To Be Continued…

 

 

 

 

 

...จบแล้วค่ะ บทที่ 1   วี้ดดดด คงไม่มีใครนั่งอึ้งแล้วร้องว่า "ชากะ อิคคิ เร้อออออ!!!!" นะค้า!!!ถึงจะเป็นยังงั้นพี่อิคคิก็ไม่เคะแตกนะตัวเอง!!!

 

หึหึ การเขียนฟิคนี้ช่างตื่นเต้นยิ่งนัก ฟูจังวาดรูปพี่อิคคิไว้ด้วยละ หลังจากที่ไม่ได้วาดนาน ถมดำที่คิดถึง!

แต่ทำไมรู้สึกว่า...มันเหมือนพี่ชู่ [ชูร่า] มากกว่าค้า!!!

 

กรีดร้องมากเหลือเกินกันตอนนี้ - -'' ยังไงอ่านแล้วช่วยคอมเม้นให้ฟูจังหน่อยนะคะ

 

edit @ 11 Feb 2009 16:08:31 by ฟูจัง

2009/Feb/02

 

สวัสดีค่ะ

แฮ่..ไม่ได้อัพฟิคมานานมาก ยังกับเป็นปีๆ แน่ะ ^^'' ฟิคเรื่องนี้เป็นเรื่องใหม่เอี่ยมที่ฟูจังแต่งแบบ AU อีกแล้ว (ถัดจาก WOL) ซึ่งเป็นฟิคเอาใจตัวเองอย่างร้ายกาจค่ะ!

ได้แรงบันดาลใจและโครงเรื่องมาจากภาพยนตร์เรื่อง You've Got Mail ดังนั้นใครที่ได้ดูหนังเรื่องนี้มาแล้ว ก็ต้องคุ้นกับหลายๆ สิ่งในฟิคนี้แน่นอนค่ะ คือฟูจังอยากจะเอาอารมณ์แบบในภาพยนตร์เรื่องนั้นมาใส่ในฟิคเรื่องนี้ ...แบบตามใจตัวเองจริงๆ นะ เตือนก่อนเผื่อถ้ามีใครมาอ่านแล้วไม่ชอบ แหะๆ

ฟิคนี้ยังไร้ชื่อค่ะ ดังนั้นชื่อ When... นี่ไม่ใช่ชื่อฟิคเรื่องนี้แน่ๆ  แบบว่ายังคิดชื่อไม่ออก แต่บทนำมันออกมาก่อนแล้วเลยโพสต์เลย ดังนั้น..ตอนแรกของฟิคเรื่องนี้ก็ยังไม่มีค่ะ (อ๊ากกก จะเลื่อนลอยเกินไปแร้ววว)

เอาเป็นว่า..ลองอ่านดูนะคะ

 

[SS AUfic] When... [Prologue]

 

เวลาที่เราอยู่ด้วยกัน ฉันไม่เคยสังเกตสิ่งรอบตัวว่าเป็นอย่างไร แต่เวลาที่ต้องอยู่คนเดียว ฉันจึงรู้ว่า เพียงสายลมที่พัดมาเบาๆ ก่อให้เกิดความรู้สึกที่อ้างว้างเพียงใด... 

           

...สถานีรถไฟใต้ดินแห่งหนึ่ง            

ส่งแค่นี้ก็พอแล้วละฮะ           

  

เสียงอ่อนโยนของร่างบางตรงหน้าทำให้ร่างสูงชะงักเท้าลงอย่างกะทันหันจนเกือบสะดุด และเขาก็หยุดนิ่งอยู่ตรงนั้น...ตรงหน้าเด็กหนุ่มร่างบางที่มีดวงตาสีเขียวสดใส...เจือเศร้า        

    

อีกเดี๋ยวรถไฟก็จะมาแล้วฮะ เสียงของเด็กหนุ่มแผ่วเบาเหมือนกระซิบ แม้ผู้พูดจะพยายามพูดให้เสียงฟังดูร่าเริง ทว่าปลายเสียงมีบางอย่างทำให้คนฟังรู้สึกรู้สึกใจหายลึกๆ         

   

พี่รู้แล้วละน่า ชุน เขาพูดออกไปเพียงเท่านั้น ทั้งที่คำพูดนั้นไม่ได้มีความหมายอะไรเลย แต่วินาทีนั้นเขาเพียงอยากจะพูดอะไรบางอย่าง อะไรก็ได้ ที่ยังเป็นสิ่งยืนยันได้ว่าเขากำลังพูดอยู่กับชุน...น้องชายคนเดียวของเขา        

       

ชุนเองก็ยืนนิ่งทำอะไรไม่ถูกเช่นกัน เมื่ออยู่ต่อหน้าอิคคิ...พี่ชายของเขา             

ไม่เอาน่ะ! ไม่ได้จะย้ายไปไกลเสียหน่อยนี่นา!”            

ร่างบางเงยหน้าขึ้นมองร่างสูงอย่างคาดไม่ถึง และเห็นรอยยิ้มน้อยๆ บนหน้าของอีกฝ่าย พี่ชายที่ยิ้มยากของเขามอบยิ้มให้ในวันนี้ ก่อนที่เขาจะเสมองไปทางรถไฟที่เพิ่งเคลื่อนตัวเข้ามาช้าๆ ราวกับไม่ต้องการให้น้องชายเห็นดวงตาของตน            

 

 เอาล่ะ รถไฟก็มาแล้ว เมื่อไหร่หมอนั่นจะมาเสียทีล่ะ             

ผมว่า...อ๊ะ นั่นไงฮะ!” แล้วดวงตาของชุนก็มีประกายยินดีฉายวาบ พร้อมกับโบกไม้โบกมือให้กับคนที่วิ่งกระหืดกระหอบมาหา เฮียวกะ! เฮียวกะ! ทางนี้            

คนที่เพิ่งวิ่งมาถึงและยืนหอบเล็กน้อยเป็นชายหนุ่มร่างสูงหน้าตาดี เส้นผมสีทองดูนุ่มสลวยยุ่งฟูเพราะวิ่งฝ่าลมแรง แม้ดวงหน้าจะขึ้นสีแดงเล็กน้อยเพราะความเหนื่อย แต่ดวงตาสีฟ้าคู่นั้นสดใสเมื่อได้สบตากับร่างเล็กที่ส่งยิ้มมาให้ วินาทีนั้นเหมือนโลกนี้มีเพียงคนทั้งสองเพียงเท่านั้น            

ซึ่งบุคคลที่สามอย่างอิคคิ...ไม่พอใจเอาเลย            

แฮ่ม เขาจงใจกระแอมเพื่อทำลายบรรยากาศสีชมพูตรงหน้า ชุนละสายตาจากร่างสูงมาหาพี่ชายอย่างเก้อเขิน ส่วนเฮียวกะก็หันมายิ้มเก้อๆ เหมือนกับเพิ่งเห็นอิคคิเป็นครั้งแรก     

       

อ่า...สวัสดีอิคคิ          

  

อย่ามัวเสียเวลาทักทายเลยน่ะ เดี๋ยวก็ตกรถไฟพอดี!” ร่างสูงแข็งแรงก้มลงคว้าสัมภาระของน้องชายที่กองไว้ข้างตัวแล้วเดินลิ่วนำไป เป็นการตัดบทสนทนาเพียงแค่นั้น ชุนหันมาส่งยิ้มบางๆ ให้เฮียวกะแล้วพยักหน้าให้น้อยๆ ทั้งสองจึงก้าวเดินตามไป             

...ที่ประตูรถไฟ อิคคิยืนล้วงกระเป๋ากางเกง จับจ้องคนสองคนบนรถไฟที่ยืนประจันหน้าเขาอยู่ โดยเฉพาะร่างเล็กที่เขาดูแลมาตั้งแต่เล็ก          

  

พอไปถึงแล้ว ค่อยๆ ขนของขึ้นบันไดไปนะ อย่าทำเก่งขนไปสามสี่ลัง      

      

ฮะพี่            

แล้วอย่าลืมว่าลังแรกสุดมีของที่แตกได้ ห้ามโยน         

   

ผมรู้ฮะ            

เสื้อผ้าที่พับไว้อย่าเก็บไว้นาน เอาออกมาคลี่จะได้ไม่ยับ        

    

 ฮะ            

ตอนเช้าอย่าลืมอุ่นนมก่อนกิน            

ฮะ            

จะซื้ออะไรก็ดูวันเดือนปีหมดอายุด้วย            

ฮะ...พี่            

แล้วเวลาซื้อผักน่ะ...            

 

 พี่ฮะ!”             

อิคคิชะงักกึก พลางสบตาน้องชายที่มีประกายหวานแกมเศร้า แต่ก็มีแววเด็ดเดี่ยว...ที่น้อยครั้งนักเขาจะได้เห็น         

     

อีกเดี๋ยวประตูรถไฟก็จะปิดแล้วล่ะฮะ            

อ๋อ เอ้อ เขาพูดเหมือนเพิ่งนึกได้            

ชุนยิ้มให้ พี่ดูแลตัวเองดีๆ นะฮะ            

ห่วงตัวเองเหอะ!” เขาตอบปัดๆ เหมือนเห็นเป็นเรื่องตลก ...แต่ลึกลงไปในใจแล้ว เขารู้ดีว่าน้องชายของเขารู้ดีที่สุด โดยไม่ต้องอธิบายอะไรให้มากความเลย            

เสียงสัญญาณเตือนประตูปิดดังขึ้นเป็นเสียงแหลมยาว ราวกับจะบาดลึกลงในหัวใจของชายหนุ่ม ในวินาทีก่อนที่ประตูจะปิดลง ร่างสูงที่ยืนเคียงข้างน้องชายของเขาก็เอ่ยขึ้นมา อิคคิ            

ว่าไง เขาเงยหน้าขึ้น เพื่อสบตากับดวงตาแน่วแน่มั่นคงของอีกฝ่าย

เฮียวกะเหมือนจะรู้ว่าอิคคิไม่มีเวลาสนใจเขามากนัก เขาจึงพูดออกมาอย่างกระชับที่สุด ด้วยน้ำเสียงหนักแน่นที่สุด            

ผมจะดูแลชุนให้ดีที่สุด             

อย่าดีแต่ปากแล้วกัน เขาพูดออกมาเพียงเท่านั้น ประตูรถไฟก็ปิดลง รถจักรเคลื่อนตัวจากไปช้าๆ ก่อนจะเพิ่มความเร็วขึ้น ดวงตาของอิคคิมองตามร่างทั้งสองค่อยๆ เคลื่อนห่างออกไป เร็วขึ้น เร็วขึ้น ...จนหายลับไปจากสายตา            

...อิคคิยังคงยืนอยู่ ณ ที่นั้น ทอดสายตาไปไกลราวกับจะหวังให้น้องชายคนเดียวของเขาไม่ก้าวขึ้นรถไฟขบวนนั้น แล้วกลับมายืนเคียงข้างเขาดังเดิม แต่เมื่อตระหนักแน่แก่ใจแล้วว่าสิ่งที่ตนหวังเป็นเพียงความฝันลมๆ แล้งๆ ก็ถอนใจช้าๆ พลางเผยอยิ้มอย่างเจ็บปวดลึกๆ     

        

...พี่ดูแลตัวเองดีๆ นะฮะ...    

         

 เฮอะ เขาแค่นเสียงในลำคอ ราวกับจะเยาะให้ข้อความนั้น แต่ไม่ใช่เยาะน้องชายที่พูดออกมาเหมือนอวดดี แต่เยาะตัวเองจากนี้ไปต่างหาก             

ใช่ เขาดูแลตัวเองได้อยู่แล้ว มันก็เหมือนกับที่ผ่านมานั่นแหละ เขาตื่นเช้า ทำอาหารเหมือนเดิม ดูแลบ้านเหมือนเดิม กลับมาบ้านเหมือนเดิม             

ต่างไปแค่ จากนี้ไปจะเหลือเขาเพียงคนเดียวในอพาร์ทเม้นต์ห้องเก่า...ก็เท่านั้นเอง     

          

เพราะวันนี้คือ...วันที่ชุนย้ายออกไปเพื่อไปอยู่กับเฮียวกะ...คนรักของเขา  

           

และจะไม่กลับมาอยู่กับเขา...อีกต่อไป

 

 

 

[Prologue - END] To be Continued...

 

 

จบกับบทนำแล้วค่ะ ถ้าอ่านแล้วมีความเห็นยังไงช่วยเม้นด้วยน้า 

 

edit @ 2 Feb 2009 13:31:16 by ฟูจัง