สวัสดีค่า
เหะๆ ตอนที่สองมาแว้ววววว ซึ่งยังคงไร้ชื่อค่ะ แปร่ว!! (หวังว่ามันคงจะไม่กลายเป็นฟิคชื่อ When ไปนะ
)
ดีใจที่ยังมีพี่น้องตามอ่านค่ะ ทั้งกันต์คุง (หรือน้องคุ่น โอ้ จะเรียกชื่อไหนดี!) พี่แนน น้องเอเธน่า พี่แป้ง และคนอื่น (ขอให้มีเต๊อะ เพี้ยงงง) ฮือๆ ปลื้มมม เพราะฟูจังสารภาพว่าไม่ได้เขียนมานานก็เกร็งเหมือนกันนา แถมยังไม่ได้เขียนฟิคคู่นิยมเสียอีก ..แต่ไม่เป็นไรค่ะ เพื่อความ "ตามใจฉัน" ฮะฮะฮ่า! ยังไงก็เขียนขึ้นมาเพราะรู้สึกว่า "อยากให้มีฟิคอย่างนี้อยู่ตรงนี้" เท่านั้นเองค่ะ
สำหรับใครที่รู้สึกตงิดๆ กะพี่อิคคิก็...อย่าไปรังเกียจรังงอนแกเลยค่ะ ดูซิ โดนน้องทิ้งไป น่าสงสารออกเน้อออ (อ้อนเต็มที่)
ยังไงก็ติดตามอ่านตอนแรกกันเลยค่ะ แต๊น~~
When...[Chap 1]
...สายลมที่พัดผ่านใบไม้ข้างหน้านั้น ดูมีชีวิตชีวาเมื่อเรายืนมองร่วมกัน แต่เมื่อเหลือเพียงฉัน สายลมนั้นก็ดูราว จะพัดผ่านเลยไปไม่หวนมา เหลือเพียงซากใบไม้ที่หงิกงอ...
สายลมฤดูหนาวยังคงพัดแรง เกิดเป็นเสียงหวีดหวิวอยู่ข้างหู...
อิคคิก้าวจากบันไดขั้นบนสุดที่ทอดลงไปสถานีรถไฟใต้ดินเข้าสู่เมืองอันจอแจ เทศกาลปีใหม่ที่เพิ่งจะผ่านพ้นไปยังคงทิ้งความรื่นเริงเอาไว้ในทุกอณูบรรยากาศ และบนใบหน้าของคนที่เดินผ่านไปมา พ่อแม่ยิ้มให้ลูก หนุ่มสาวหัวเราะต่อกระชิก กลุ่มเพื่อนคุยกันเฮฮาถึงเรื่องอะไรสักเรื่องแล้วหัวเราะออกมาเต็มเสียง
ทว่าเสียงนั้นดังขึ้นแล้วก็ผ่านเลยไป เหมือนสายลมหนาวเย็นที่พัดมาปะทะใบหน้า พัดเส้นผมให้ลู่ตาม แต่แล้วสายลมก็พลิ้วผ่านไปเงียบๆ ทิ้งเพียงความเย็นชืดชาจับอยู่ที่ผิวกาย...และแทรกลึกลงไปจับถึงใจ
อิคคิถอนใจเบาๆ ลมหายใจระบายออกมาเป็นควันขาวจางๆ
ชั่วขณะที่มองไปรอบๆ อย่างไร้จุดหมาย ก็ไปชนเข้ากับคนกลุ่มหนึ่ง
“เฮ้ยยยย อะไรว้า” เสียงแหลมระคายหูดังขึ้นแทบจะทันควัน ร่างสูงจึงเงยหน้าขึ้นมามองคนตรงหน้า “มัน” เป็นเด็กนักเรียนที่ดูแล้วพกคราบอันธพาลมาครบเครื่อง ใบหน้าเสี้ยมแหลมส่อแววชวนตีขนาดหนัก ชนิดที่ว่าหากวันใดไม่ได้ชกต่อยแล้วคงหลับตาลงไม่ได้
อิคคิเห็นดังนั้นก็ได้แต่ถอนใจอย่างรำคาญ ขยับตัวจะเลี่ยงเลยไป
แต่เด็กอันธพาลสองสามคนพอเห็นดังนั้นก็รี่มาคว้าแขนไว้ทันที “เฮ้ยยยย พี่ชาย ชนคนเขาแบบนี้แล้วจะเดินหนีไป จะไม่เสียมารยาทไปหน่อยเรอะ”
“ไปให้พ้น”
เสียงห้าวเข้มที่พูดออกมาไม่ดังอะไร แต่กระแสเสียงนั้นเต็มไปด้วยแววคุกคามเต็มที่ เจ้าอันธพาลคนที่คว้าแขนร่างสูงไว้ผงะออกไปเล็กน้อย แต่เจ้าคนที่ตามหลังมาดูคล้ายจะเป็นหัวโจกที่ยังไม่รู้สึกรู้สาอะไร “นี่! แกน่ะ” มันเื้อื้อมมือมากระชากคอเสื้อของอิคคิ แล้วพ่นออกมาว่า
“รู้มั้ยว่าชั้นเป..”
พลั่ก!!!
คำพูดของหัวโจกยังไม่จบประโยคดี ร่างก็ลอยข้ามลูกน้องไปตกลงที่ถึงขยะริมถนนดัง โครม! สนั่น ก่อนที่ใครจะทันตั้งตัว เจ้าอันธพาลอีกสองคนที่มองตามลูกพี่ไป บังคับตัวเองให้หันมามองคนที่พวกมันตั้งใจจะหาเรื่องช้าๆ ก็ต้องเสียววาบไปทั้งสันหลังที่ได้เห็นว่าเด็กหนุ่มตรงหน้ายังคงยืนนิ่ง ดวงตาวาววับ แขนขวายกขึ้นมากำแน่น
แน่แล้ว ผู้ชายคนนี้ต่อยลูกพี่มันลอยกระเด็นไปถึงโน่นได้ในหมัดเดียว!!!
ไวเท่าความคิด ลูกกระจ๊อกทั้งสองขยับจะหนีทันที ทว่าเพียงแค่ก้าวออกไปได้ก้าวเดียว ก็รู้สึกว่าโดนกระชากวูบกลับมาจนตัวลอย กว่าจะรู้ตัวว่าถูกสองแขนแข็งแรงดึงคอเสื้อกลับมา ก็ได้ยินเสียงเหี้ยมเกรียมกระซิบที่ข้างหูว่า
“ฉันบอกว่า...ไปให้พ้น!!!”
สิ้นเสียงของบุคคลที่กุมสถานการณ์ มือทั้งสองก็ปล่อยคอเสื้อของอันธพาลฝึกหัดลง เจ้าเด็กทั้งคู่ทันทีที่รู้สึกว่าเป็นอิสระก็ไม่ต้องรอให้ย้ำซ้ำสอง พากันโกยแน่บหนีไปไม่่เหลียวหลัง ไม่สนใจจะลากเพื่อนหัวโจกที่ยังนั่งสะลืมสะลืออยู่ในถังขยะไปด้วยเลยแม้แต่น้อย
“เฮอะ”
ร่างสูงแค่นเสียงในลำคอ แล้วออกเดินต่อไป ในเวลาเช่นนี้เขาต้องการอยู่คนเดียวจริงๆ
ไม่ต้องการแม้กระทั่งจะต่อยตีหาเรื่องกับใคร
ไม่ต้องการสนใจกับใคร
และแน่นอน...เขาไม่อยากกลับอพาร์ตเม้นท์...
แต่ก็ไม่รู้ว่าในคืนที่หนาวเหน็บเช่นนี้ จะไปที่ใด?
*กริ๊งงง*
เสียงกระดิ่งเล็กๆ ที่ผูกไว้ตรงที่จับประตูส่งเสียงกังวานใส ดึงความสนใจของอิคคิให้มองตาม กระดิ่งที่ประตูกระจกบานใสนั้นยังแกว่งไปมาตามแรงหมุนน้อยๆ ของประตู หลังจากที่วัยรุ่นสาวสองคนเดินยิ้มแย้มออกมา ชายหนุ่มจึงเพิ่งรู้ตัวว่าตนยืนอยู่หน้าร้านอะไรสักอย่าง เมื่อเงยหน้าขึ้นมองดูจึงพบว่า
มันคือร้าน “อินเตอร์เน็ตคาเฟ่”
++++++++++++++++++++
ร่างสูงของเด็กหนุ่มค่อยๆ นั่งลงที่เก้าอี้บุนวมบางๆ สีตุ่นๆ อย่างไม่ค่อยมั่นใจนัก ดวงตากวาดมองไปทั่วบริเวณแล้วค่อยวกกลับมาตรงหน้า ...จอคอมพิวเตอร์จอแบนที่กำลังมีตัวอักษรวิ่งไปมาเป็นพรืด
คนอย่างเรานี่น่ะหรือจะมานั่งอยู่ในร้านเน็ตคาเฟ่? อิคคิถามตัวเองเป็นรอบที่เท่าไหร่แล้วก็จำไม่ได้ ตั้งแต่ที่เขาผลักประตูกระจกใสนั้นเข้ามาหาอากาศอุ่นในร้านที่อบอวลไปด้วยกลิ่นหอมจางๆ ของสเปรย์กลิ่นส้ม ภายในร้านมีลูกค้าทุกเพศทุกวัยที่เขม้นมองไปยังจอคอมตรงหน้าอย่างมุ่งมั่น ไม่สนใจผู้คนรอบกาย
ตัวเขาเองไม่เคยสนใจการใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ จำพวกคอมพิวเตอร์หรืออินเตอร์เน็ตเลยแม้แต่น้อย กระทั่งตอนที่ชุนเก็บเงินซื้อคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่งแล้วสอนให้เขาใช้งานของพรรค์นั้น เขายังส่ายหน้า แล้วไม่สนใจอะไรกับเจ้าจอสี่เหลี่ยมนั่นอีก เพียงแค่หาอะไรมาคลุมไว้กันฝุ่นเข้าเท่านั้นเอง
แต่ตอนนี้เขากลับมานั่งดูตัวอักษรหลากสีวิ่งพรืดๆ บนหน้าจออย่างนี้เสียได้
ดูเหมือนว่าคนที่ใช้บริการคอมพิวเตอร์เครื่องนี้ก่อนหน้าเขาจะเปิดห้องแช็ทค้างเอาไว้ เขาจึงเหมือนจะมีสิทธิ์อ่านข้อความในห้องแซ็ทนี้โดยไม่ได้ตั้งใจ ข้อความสีสันตามที่ผู้ใช้แต่ละคนตั้งเอาไว้ไล่ลงทับถมกันไปเรื่อยๆ เนื่องจากแต่ละคนพิมพ์ข้อความเข้ามาอย่างรวดเร็ว จนแม้แต่เขาที่นั่งอ่านเฉยๆ ไม่คิดจะพิมพ์อะไรยังอ่านแทบไม่ทัน
...ทำให้นึกสงสัยขึ้นมาว่าหากเขาจะพิมพ์อะไรลงไปบ้าง จะมีใครสังเกตเห็นไหม
เด็กหนุ่มนั่งหลังตรง ก่อนจะค่อยๆ พิมพ์ชื่อที่จะใช้ในการคุยลงไป
...ฟีนิกซ์...
“ก็พี่น่ะทั้งแข็งแรง ทั้งเข้มแข็ง เหมือนนกฟีนิกซ์เลยนะฮะ” เสียงของน้องชายผ่านเข้ามาในห้วงคำนึง ใช่แล้ว สำหรับชุนเขาเป็นแบบอย่างที่เข้มแข็งเสมอ แต่เมื่อคิดว่าจากนี้ไปฟีนิกซ์คงได้โผบินโดยลำพัง เขาก็แค่นยิ้มบางๆ ก่อนจะตั้งค่าตัวอักษรให้เป็นสีน้ำเงิน
จากนั้นก็นั่ง...นิ่ง...
แล้วเขาควรจะพิมพ์อะไรดี?
ตอนนี้ประเด็นในห้องแช็ตเล่ากำลังเล่าถึงกิจกรรมที่แต่ละคนทำในช่วงปีใหม่ที่ผ่านมา ทุกอย่างล้วนเป็นเรื่องสนุกสนาน ทั้งไปเที่ยวต่างจังหวัดกับครอบครัว ไปไหว้พระขอพรที่ศาลเจ้ากับแฟนหนุ่ม จับฉลากกับเพื่อนในปาร์ตี้ชุดนอน
แต่เขาไม่มีเรื่องอย่างนั้นเลย สิ่งที่เขาพบมีเพียงน้องชายคนเดียวเพิ่งออกจากบ้านไปเท่านั้นเอง
แล้วเขาก็ถอนใจเบาๆ ก่อนที่จะพิมพ์ข้อความสั้นๆ ลงไปว่า
ฟีนิกซ์: ปีใหม่นี้หนาวมาก
เมื่อกดลงไปแล้ว ข้อความของเขาก็โชว์ที่หน้าจอเพียงไม่กี่วินาที ก่อนที่จะโดนข้อความใหม่ๆ เรื่องความหรรษาช่วงปีใหม่ทับถมไล่ลงไปจนหายไปจากหน้าจอ
อิคคิยักไหล่อย่างไม่ยี่หระ นี่เขาหวังอะไรหรืออย่างไร? เขาเองไม่เคยสนใจเรื่องพวกนี้ แล้วทำไมจึงคิดถึงผลตอบสนองจากข้อความบนจอแก้วที่ไม่รู้ว่าใครก็ไม่รู้พิมพ์ส่งมาด้วย คิดได้อย่างนั้นเขาจึงคิดจะปิดหน้าจอนั้นเสีย แต่จังหวะที่จะกดปิด สายตาก็เหลือบไปเห็นข้อความสั้นๆ สีเหลืองออกส้มที่เพิ่งปรากฏขึ้นมาว่า
Virgo: ไม่ใช่ปีที่แล้วอากาศหนาวกว่านี้หรือ
เขายืดหลังตรงอีกครั้งอย่างลืมตัว สายตามองตามข้อความนั้นที่โดนข้อความหลากสีไล่ลงจนตกจอไป เด็กหนุ่มเหลือบมองคนที่นั้งข้างๆ ราวกับจะคิดว่าคนที่พิมพ์ข้อความนั้นนั่งอยู่ใกล้ๆ แต่เมื่อเห็นคนที่นั่งถัดจากเขา ตลอดจนทุกคนที่นั่งไปจนสุดแถว ดูจะไม่มีใครสนใจใคร ก็กลับมาจ้องที่หน้าจออีกรอบ
แล้วตัดสินใจพิมพ์ลงไปอีกครั้ง
ฟีนิกซ์: ปีที่แล้วผมว่าไม่หนาวเท่านี้
แล้วเขาก็นั่งนิ่ง รออยู่ที่ตรงนั้น รอสิ่งที่เขาก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมต้องรอ แต่มันก็เป็นความรู้สึกคาดหวังอย่างประหลาด ...แต่จนแล้วจนรอดข้อความสีเหลืองออกส้มนั้นก็ยังไม่ปรากฏขึ้นมาแม้ว่าข้อความของเขาจะหายไปจากหน้าจอนานแล้ว จนเขาคิดว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเพียงแค่เรื่องบังเอิญ บางทีข้อความนั้นอาจจะส่งถึงเจ้าของตัวอักษรหลากสีคนอื่นๆ ไม่ใช่เขา...
แต่แล้วข้อความนั้นก็ปรากฏขึ้นมา
และอิคคิก็เบิกตากว้างเมื่อได้อ่าน ข้อความนั้นว่า...
Virgo: เป็นเพราะว่าใครบางคนหายไปหรือ
และก่อนที่เขาจะทันคิดอะไร ก็มีข้อความส่วนตัว (pm) กระพริบที่มุมขวา เขาจึงคลิคเข้าไปแล้วพบตัวอักษรสีส้มออกเหลืองเหมือนกับข้อความที่ทำให้เขาอึ้งไป เขียนอีเมลล์ส่งมาพร้อมกับข้อความว่า “สวัสดี”
“ใครอยากรู้จักวะ” อิคคิพึมพำในลำคอ
แล้ว...
[Home Chap 1 – END] To Be Continued…
...จบแล้วค่ะ บทที่ 1 วี้ดดดด คงไม่มีใครนั่งอึ้งแล้วร้องว่า "ชากะ อิคคิ เร้อออออ!!!!" นะค้า!!!ถึงจะเป็นยังงั้นพี่อิคคิก็ไม่เคะแตกนะตัวเอง!!!
หึหึ การเขียนฟิคนี้ช่างตื่นเต้นยิ่งนัก ฟูจังวาดรูปพี่อิคคิไว้ด้วยละ หลังจากที่ไม่ได้วาดนาน ถมดำที่คิดถึง!
แต่ทำไมรู้สึกว่า...มันเหมือนพี่ชู่ [ชูร่า] มากกว่าค้า!!!
กรีดร้องมากเหลือเกินกันตอนนี้ - -'' ยังไงอ่านแล้วช่วยคอมเม้นให้ฟูจังหน่อยนะคะ
edit @ 11 Feb 2009 16:08:31 by ฟูจัง