2008/Apr/20

สวัสดีค่าพี่น้อง~~

สงกรานต์ไปเที่ยวไหนกันบ้างหรือเปล่าเอ่ย

ฟูจังเล่นสงกรานต์ที่บ้านตามปกติทุกปี แต่ปีนี้อยากแต่งฟิคขึ้นมาซะอย่างนั้นค่า เลยขอแต่งฟิคฉลองเทศกาลสงกรานต์ให้เหล่าเซนต์มาสาดน้ำกันมั่งเน้อ

ตอนแรกกะแต่งสั้นๆ แต่มันก็ออกมายาวจนได้ เหอๆ - -'' ยังไงถ้าพี่น้องอ่านแล้วขอให้เม้นบอกหน่อยนะค้า ><!!

ลองอ่านดูเน้อ



[ShortFic Songkran's Festival] วันสาดน้ำของเหล่าเซนต์


บนลานหินร้อนๆ กลางแซงค์ทัวรี่ เช้าวันนี้เต็มไปด้วยเหล่าโกลด์เซนต์แห่งสิบสองปราสาทที่หน้าตาหล่อเหลาราวเทพบุตร แต่มาบัดนี้แต่ละนายแทบจะทิ้งมาดร่างจำแลงรูปงามนั้นไปหมดแล้ว เนื่องจากอากาศที่ร้อนผิดปกตินั่นเอง


“โอ๊ยยยยยยย ฉันจะละลายตายตรงนี้อยู่แล้วนะ!” คนแรกที่อดรนทนไม่ได้ ตะโกนก้องออกมาอย่างเสียจริตก็คือไอโอเรียเจ้าเก่า ปกติแล้วโกลด์เซนต์ราศีสิงห์จะเป็นบุรุษผู้มีความอดทนเป็นเลิศระดับต้นๆ ของแซงค์ แต่ในวันอากาศร้อนเช่นนี้ ราชสีห์ก็กลายเป็นแมวไปได้ ดูจากเครื่องแต่งกายที่น้อยชิ้นที่สุดอย่างกางเกงขายาวกับเสื้อกล้ามชุ่มเหงื่อ ซึ่งถ้าไม่เกรงใจคนอื่นๆ เจ้าตัวคงทอดเสื้อเขวี้ยงทิ้งไปเสียนานแล้ว



“นั่นสิ ฉันเองก็ชักจะไม่ไหวแล้วเหมือนกัน” ชูร่าพูดขึ้นมาอย่างอ่อนระโหย พลางซับเหงื่อบนใบหน้าไปด้วย


คนอื่นๆ ก็พากันแสดงอาการหมดแรงพอๆ กัน พลางคิดว่าเหตุใดหนอพวกตนต้องมาทนทรมานกรำแดดแต่เช้าปานนี้


เรื่องของเรื่องก็มีอยู่ว่า เมื่อเย็นวาน เคียวโกซาง่า รีบร้อนมาบอกทุกคนว่าเช้าวันรุ่งขึ้นอาเทน่าจะเรียกประชุมด่วนเรื่องสำคัญแต่เช้า ดังนั้นไม่ว่าใครจะมีธุระอะไรให้ยกเลิกตลอดทั้งวัน


พวกเขาทั้งหลายจึงมารวมตัวกันตั้งแต่ไก่ยังไม่โห่ จนตอนนี้...



“นี่มันจะเก้าโมงแล้วนะ” อะโฟรติเด้ส่งเสียงแว้ดมาจากมุมหนึ่งของลานที่พอจะมีร่มเงาอยู่บ้าง โกลด์เซนต์ราศีมีนดูเหมือนจะรู้ว่าจะเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ จึงเอาเสื่อ หมวกปีกกว้าง ร่มกอล์ฟ มาเตรียมพร้อม แถมยังแบ่งพื้นที่ให้กับคามิวและมูอีกด้วย



“จะว่าไป...” ชากะผู้นั่งซับเหงื่ออย่างใจเย็นที่อีกมุมหนึ่งเอ่ยขึ้นมาช้าๆ “ซาง่าหายไปไหนล่ะ”



จบคำของผู้ตั้งข้อสังเกต ทุกคนก็ฮือกันออกมาทันที พรางตามหาตัวเคียวโกกันให้ควั่ก เพราะอย่างน้อยถึงวันนี้จะไม่มีอะไรเกิดขึ้น พวกเขาก็ไม่ยอมร้อนกันฟรีโดยโกลด์เซนต์เจมินี่รอดตัวไปได้แน่


“คาน่อน พี่แกไปไหน!” มีโร่หันมาเอาเรื่องกับแฝดผู้น้อง


“จะไปรู้เรอะ” คาน่อนสวนกลับ ร้อนๆ แบบนี้คิดอะไรก็ไม่ออกแล้ว


ก่อนที่โกลด์เซนต์ทั้งหลายจะโวยวายให้แซงค์แตกไปมากกว่านี้ บุคคลสองคนก็ปรากฏกายขึ้น อาเทน่าและซาง่านั่นเอง



“เอ้าๆๆ ทำไมเสียงดังยังงี้ พวกนายอยู่กันเงียบๆ ไม่เป็นรึไง” ท่านเคียวโกร้องเสียงลั่น


สิ้นเสียงปรามของผู้ที่หายตัวไปตลอดเช้า โกลด์เซนต์ที่เหลือก็ส่งเสียงโวยวายกันแซ็งแซ่ ประมาณว่าเพราะเจ้านั่นแหละ พวกเราถึงต้องมาอยู่ที่นี่ แล้วก็ดันหายตัวไปหลบร้อนที่ไหนก็ไม่รู้ ถ้าไม่มีเรื่องสำคัญจริงๆ ละก็ พวกเขาจะ... ฯลฯ


“เอาละๆ ทุกคน” อาเทน่าลุกขึ้นยืนกล่าวด้วยเสียงกังวาน ทำเอาทกคนเงียบเสียงลงโดยพร้อมเพรียงกัน เนื่องจากอาเทน่าเป็นบุคคลที่อยู่ในฐานะ “ห้ามหือด้วยประการทั้งปวง”



“พวกท่านรู้ไหมว่าวันนี้เป็นวันอะไร” อาเทน่าถามยิ้มแย้ม แต่ทุกคนที่ได้ฟังก็เอ๋อสนิท เพราะคิดยังไงก็คิดไม่ออกว่า ท่ามกลางอากาศร้อนเปรี้ยงเดือนเมษาอย่างนี้จะมีวันสำคัญอะไรได้



“เฮ้อ! ดูท่าพวกโกลด์เซนต์จะอุดอู้อยู่แต่ในแซงค์นานเกินไปจริงๆน้า” เสียงห้วนๆ กวนโสตประสาทดังขึ้นมาจากเบื้องหลังของอาเทน่า ก่อนที่สายตาทุกคู่ของเหล่าผู้ที่ถูกหาว่าทำตัวอุดอู้จะมองไปยังกลุ่มผู้มาเยือน ซึ่งเจ้าของเสียงนั้นคือนายเพกาซัส เซย์ย่า นั่นเอง ตามมาด้วยเหล่าบรอนซ์เซนต์ทั้งขบวน



ไอโอเรียร้องเสียงดังเฮอะเมื่อเห็นว่าผู้มาเยือนคือเซย์ย่า เพราะคิดว่าไม่มีอะไรที่เจ้ากะจั๊วนี่จะรู้มากไปกว่าเขาเป็นแน่ “โฮ่ หรือว่าเจ้าจะรู้ เซย์ย่า”



“อ๊ะ แน่นอน” บรอนซ์เซนต์ลอยหน้าลอยตาตอบ “ชิริวบอกฉันว่า...”



“โธ่เอ๋ยยยยยยยยย ชิริวบอกนายว่า.....” ไอโอเรียลากเสียงอย่างเยาะเย้ย ทำเอานายม้าบินแทบฟิวส์ขาดเลยทีเดียว อาเทน่าจึงพูดตัดบทขึ้นเสียก่อน



“คือว่าชิริวเพิ่งไปเที่ยวเมืองไทยมา แล้วบอกว่า ช่วงเวลานี้ของปีจะมีประเพณีเล่นน้ำกันน่ะ ฉันจึงคิดว่าเราน่าจะเล่นกันบ้าง”



“อ้อ” ปู่โดโกร้องขึ้นมาอย่างนึกขึ้นได้ “สงกรานต์นั่นเอง”



โกลด์เซนต์ที่เหลือร้อง “อะไรเหรอ???” ขึ้นมาพร้อมๆ กัน โดโกผู้ผ่านโลกมามากมาย ด้วยประสบการณ์สองร้อยกว่าปีจึงทำหน้าที่วิทยากรจำเป็นอธิบายเรื่องประเพณีสงกรานต์ของไทยอย่างคร่าวๆ รวมถึงว่าเขาเล่นสงกรานต์กันอย่างไรด้วย


“เทศกาลสาดน้ำเหรอเนี่ย น่าสนุกแฮะ” คาน่อนที่นิ่งฟังมาเรื่อยๆ ตาโตอย่างเห็นสนุก ไอโอเรีย และมิโร่ก็เห็นอย่างเดียวกัน



“แต่เราจะไปประเทศไทยกันยังไงล่ะ ไกลไม่ใช่น้อยนะนั่น” เดธมาสก์เอ่ยขึ้นมาบ้าง ชั่วครู่นั้นทุกคนหวังขึ้นมาวูบหนึ่งว่าอาเทน่าจะแจกโบนัสข้ามประเทศ


“อย่าคิดอะไรลมๆ แล้งๆ เลยท่าน” อาเทน่ายิ้มเย็นๆ เล่นเอาเหล่าโกลด์เซนต์เหี่ยวกันเลยทีเดียว “แต่เราเล่นกันที่นี่ได้นี่นา”


เหล่ารับรบแห่งแซงค์ทัวรี่พากันร่าเริงขึ้นมาทันที


“แต่เราเล่นยังไงละ อุปกรณ์อะไรก็ไม่มี” อัลเดบารันถามขึ้น ตอนนี้เองเซย์ย่าก็หัวเราะราวกับตัวเองเป็นพระเอกที่โผล่มายามคับขัน “เรื่องนั้นไม่ต้องห่วง เราจัดให้ทุกท่านแล้ว แต่นแต๊น~” แล้วนายม้าบินก็ผายมือไปให้เห็นว่าลังใหญ่ๆ ที่ชิริวและเฮียวกะ แบกมานั้นเต็มไปด้วยขันขนาดต่างๆ และปืนฉีดน้ำสีสันสดใส ทำเอาโกลด์เซนต์แต่ละนายตื่นเต้นราวกับกลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง



“มีเสื้อผ้าให้ด้วยนะฮะ” ชุนยิ้มหวาน พลางหยิบเสื้อผ้าสีสันแสบตาที่พี่ชายของตนแบกมาจากคฤหาสน์คิโดะ หลังจากที่ทัตสึมิไปกว้านซื้อมาจากแถวประตูน้ำ ทุกคนก็ทั้งฮือฮาและอึ้งๆ กับลายดอกชบาสีสันจัดจ้าน เหล่าทโมนเห็นเสื้อแบบใหม่ๆ ก็เฮละโลมาคว้าไปคนละตัวสองตัว ส่วนเหล่าโกลด์เซนต์สาวๆ (?) ก็พากันมาดูๆ อย่างสนใจ


“เสื้อมันสีจี๊ดมากเลยนะเนี่ย จะเข้ากับฉันไหมนะ” อะโฟรว่าพลางหยิบเสื้อเล่นสงกรานต์ลายชบาสีส้มท้าลมร้อนขึ้นมาทาบกับตัว


“ฉันว่ามันสดใสดีออก” มูพูดขึ้นอย่างร่าเริง ร่างบางเริ่มสวมเสื้อชบาสีชมพูเข้ากับสีผมของตน ทำเอาอัลเดบารันที่ยืนอยู่ใกล้ๆ มองค้างไปเลยทีเดียว


“ยังมีสีฟ้าเหลือไหม” คามิวถามขึ้นเมื่อเห็นว่าโกลด์เซนต์คนอื่นดูจะครอบครองสีโปรดของเขาไปหมดเสียแล้ว แต่ตอนนั้นเอง อาเทน่าก็เดินมาหา



“คามิว ท่านไม่ต้องใส่เสื้อชบานี่หรอก” นายหญิงแห่งแซงค์ทัวรี่ยิ้มให้โกลด์เซนต์ราศีกุมภ์ที่ทำหน้าฉงน “ใส่ชุดนี้ดีกว่า” แล้วก็หยิบชุดไทยสไบฟ้าขึ้นมาอวด “เพราะทั่นคือเทพีสงกรานต์!!!!”


“อะไรน้า!!!!!” คามิวร้องเสียงหลง โดโกจึงเดินมาอธิบายอีกหนว่าในประเพณีสงกรานต์จะต้องมีเทพีสงกรานต์ด้วย โดยจะใส่ชุดไทยสวยงามแห่ไปรอบเมือง


“ร...รอบเมืองเชียว...” โกลด์เซนต์น้ำแข็งผู้เด็ดเดี่ยวแทบลมใส่


“ข้าไปแทนก็ได้น้า” อะโฟรอาสาอย่างเต็มใจสุดๆ


“ไม่ได้ๆ” ซาง่าบอก “เนื่องจากงานสงกรานต์มันเกี่ยวกับน้ำ เราจึงเห็นว่าโกลด์เซนต์อะควอเรียสน่าจะเหมาะกับตำแหน่งนี้ที่สุด” เล่นเอาอะโฟรหน้ามุ่ยพลางบ่นว่า อย่าให้มีประเพณีสาดกุหลาบบ้างแล้วกัน อะโฟรดิเต้คนนี้จะยอมให้เอาไปแห่ทั่วกรีซเลย


หลังจากคามิวถูกชุนลากไปแต่งตัวแล้ว ทั้งหมดก็ยังชุมนุมกันเพื่อหาอาสาสมัครแบกเสรี่ยงแห่เทพีสงกรานต์


“เราต้องการสี่คน”


“ฉันเอง!!!!” มิโร่ชูแขนขึ้นมาเป็นคนแรก



“ไม่ได้!” ซาง่าสวนทันที


“ทำไมอ้ะ!!!!”


“นายมันไม่น่าไว้ใจ” ซาง่าตอบหน้าตาเฉย “ ฉันกลัวว่าเทพีสงกรานต์จะหายไปซะก่อนงานจะเลิกน่ะเซ่ นายเล่นน้ำอยู่แถวนี้น่ะดีแล้ว” จบคำเคียวโก ทุกคนก็กลั้นเสียงหัวเราะแทบไม่ทัน เพราะซาง่าช่างตามทันเหตุการณ์จริงๆ แค่จะเอาคามิวไปแต่งตัว มิโร่ยังอาสาจะไปเฝ้าหน้าห้อง ขืนแบกเสรี่ยงไปตลอดงาน คงไม่มีสมาธิแหงๆ


“เอาล่ะ ตัดมิโร่ไปหนึ่ง คนอื่นมีใครจะไปไหม” ซาง่าถามต่อ แต่ทุกคนก็พากันเงียบกริบ ก็เพราะว่าทุกคนอยากจะเล่นน้ำกันทั้งนั้นนี่นา!



“ไม่มีเลยเรอะ อาสาสมัครน่ะ พวกนายมีสปิริตกันบ้างมั้ย?” ซาง่าเริ่มแปลงร่างเป็นว้ากเกอร์โดยสัญชาตญาณ ทำให้พวกที่ฟังเริ่มมองหน้ากันเลิ่กลั่ก แล้วคนแรกก็ยกมือขึ้นมา



“ฉันไปเอง” แคปริคอร์น ชูร่า นั่นเอง! เรื่องสุภาพบุรุษลูกผู้ชาย เขาไม่เคยแพ้ใคร



“ถ้าชูร่าไป ฉันไปด้วยก็ได้” ไอโอรอสเอ่ยยิ้มๆ พลางเดินไปหาโกลด์เซนต์แพะทะเลอย่างร่าเริง


“อีกสองคน” ซาง่าเอ่ยกังวาน “ถ้าไม่มีข้าจะจับสลากนะ” แล้วเคียวโกก็หยิบกระปุกจับสลากขึ้นมา ราวกับเตรียมมาไว้นานแล้ว ร่างสูงเขย่ากระปุกเล็กน้อย ก่อนจะล้วงกระดาษรายชื่อออกมาใบหนึ่ง


“คนต่อไป อาริเอส มู!”



“ฉ...ฉันเหรอ” มูเอ่ยเสียงอ่อยอย่างเสียขวัญ นี่เขาต้องแบกเสรี่ยงหนักๆ ทั้งวันเหรอเนี้ย!



“ไม่ต้องหรอก” เสียงห้าวทุ้มเอ่ยขึ้น “ฉันแบกแทนมูเอง” อัลเดบารันนั่นเอง ตอนแรกโกลด์เซนต์ทอรัสตั้งใจจะเล่นสงกรานต์ให้สนุกเหมือนกัน แต่เมื่อได้รู้ว่ามูต้องลำบากทั้งวัน ความสนุกก็หมดไปแทบจะทันที ซึ่งความเสียสละในครั้งนี้ได้รับคำขอบคุณพร้อมรอยยิ้มจากอีกฝ่าย จนอัลเดคิดว่าเขามีกำลังวังชาพอจะแบกเสรี่ยงวิ่งได้เลยเชียว


“อีกคนเดธมาร์กก็แล้วกัน” ซาง่าสรุป เล่นเอาเดธมาร์กร้องจ๊าก


“ทำไมเป็นฉันละฟระ!!!”


“นายโหวงเฮ้งให้น่ะ” เคียวโกตอบหน้าตาย เล่นเอาทุกคนฮาครืน แช่มได้แต่กล้ำกลืนรับมติประชาชนในที่สุด


จากนั้นก็มีเสียงฮือฮามาจากอะโฟรดิเต้ที่ยืนอยู่หน้าห้องแต่งตัว


“คามิว! นายดูดีมากกกกกกกกก!!!” เสียงสูงปรี๊ดนั้นดึงสายตาทุกคู่ โดยเฉพาะมิโร่นั้นแหวกกลุ่มเพื่อนไปอยู่ข้างหน้าเลยทีเดียว แล้วแทบทุกคนก็...อ้าปากค้างพร้อมๆ กัน


อะควอเรียสคามิว บัดนี้ปรากฏกายในชุดไทยสไบเฉียงสีน้ำเงินที่ขับผิวสีขาวนวลของเจ้าตัวจนดูเปล่งปลั่งจับตา ทั้งยังมีเครื่องประดับผมสีแดงที่รวบสูงเผยต้นคอขาว และกำไลต้นแขนทองคำสุกปลั่ง ร่างบางกรุ่มด้วยกลิ่นน้ำอบน้ำปรุง ราวกับเป็นเทพีท่องลงมาจากฟากฟ้าก็ไม่ปาน


“ซาง่า!!!!” มิโร่ร้องด้วยความร้าวราน “ไหว้ละ ให้ฉันแบกเสรี่ยงเหอะน้า!!!!”


“หน้าตาแกมันไม่น่าไว้ใจไปกันใหญ่แล้วเฟร้ย!!” ซาง่าว้าก แล้วรีบให้แรงงานแบกหามรีบแบกเสรี่ยงไปโดยไว แล้วให้ไอโอเรียกับคาน่อนยึดมิโร่ไว้จนเสรี่ยงหายไปจากสายตา



“ช่างวุ่นวายแท้ๆ” ชากะที่ยังคงพาดเสื้อชบาสีเหลืองอ่อนไว้ที่แขนเอ่ยขึ้นเรียบๆ


“อยากไปอยู่เงียบๆ สงบๆ ไหมล่ะแกน่ะ” อิคคิที่ยืนอยู่ใกล้ๆ พูดสวนขึ้นมาด้วยสีหน้ายิ้มแปลกๆ



“เจ้าหมายความว่าอะไร” โกลด์เซนต์ราศีกันย์ขมวดคิ้วเรียวอย่างฉงน


“คือว่านะชากะ...” อาเทน่าพูดยิ้มๆ “ในประเพณีสงกรานต์ จะมีการสรงน้ำพระด้วยน่ะจ้ะ”


“นายก็รู้ว่าในแซงค์ไม่มีพระเลย” ซาง่าว่า


“ข้าพอรู้มาว่า” ชากะเอ่ยอย่างหวั่นใจนิดๆ “การสรงน้ำพระนั้น พระสงฆ์จะนั่งนิ่งๆ ให้คนมารดน้ำสงกรานต์ แล้วคนในแซงค์ก็เยอะ...”


“ฉันถึงต้องความช่วยเหลือจากท่านไงล่ะ” อาเทน่าเอ่ยยิ้มๆ “ซาง่าไปจัดการตั้งกระโจมที่กลางตลาดแล้ว ขอเชิญท่านไปนั่งให้ชาวบ้านสรงน้ำสักครึ่งวันนะ”


บุรุษผู้ใกล้เคียงพระเจ้าได้แต่จำใจวางขันและเสื้อชบาในมือลง “หากเป็นคำขอของอาเทน่าข้าย่อมไม่ขัด” ว่าแล้วโกลด์เซนต์ราศีกันย์ก็ออกเดินไปที่ตลาด แม้เขาจะเห็นว่าฟีนิกซ์ อิคคิ แอบยิ้มเยาะเย้ยที่เขาพลาดโอกาสเล่นน้ำเป็นครั้งแรก แต่ก็มิได้นำพา...



หลังจากที่อะไรๆ ดูจะลงตัวแล้ว เหล่าโกลด์เซนต์ที่เหลือก็สาดน้ำกันเป็นที่สนุกสนาน จะเว้นก็คงมีเพียงซาง่าที่คอยชำเลืองมองตลอดเวลาถ้าเห็นใครวิ่งเอาถังไปตัดน้ำที่สระนู้นสระนี้ทั่วบริเวณ



ส่วนอีกคนก็คงเป็นชายหนุ่มที่พร่ำตัดพ้อโชคชะตาว่าตนเองนั้นช่างเป็นคนที่โชคร้ายที่สุดในแซงค์ทัวรี่แล้ว



“เฮ้ย มี่เอ๊ยยยย ทำหน้าบูดแบบนี้มันก็ไม่ทำให้นายได้ไปแบกเสรี่ยงคามิวหรอกนะเฟ้ย” คาน่อนร้องบอกชายหนุ่มผมสีทองสลวย ก่อนจะยกปืนฉีดน้ำขนาดใหญ่พิเศษขึ้นพาดบ่าแล้วฉีดใส่เพื่อน ทำเอามิโร่หลบแทบไม่ทัน



“นี่ๆ พวกนาย” เสียงไอโอเรียแว่วมาแต่ไกล ดึงความสนใจของมิโร่กับคาน่อนไปได้ ทั้งสองมองตามเสียงที่ด้านหลังจนเห็นว่าไอโอเรียในชุดเสื้อชบาสีส้มบาดตานั้นแบกกระสอบใบเขื่องมาด้วย



“อะไรละเนี่ย” มิโร่ถามอย่างสงสัยเมื่อเห็นไอโอเรียวางกระสอบนั้นลงพื้น ดูจากขนาดและเสียงที่กระทบพื้นนั้น ของข้างในคงหนักพอดู



ไอโอเรียยิ้มเล็กๆ พลางหลิ่วตาอย่างมีเล่ห์ ก่อนจะกระซิบกับเพื่อนซี้ทั้งสอง “ฉันไปเจอไอ้นี่ในวิหารพี่รอส” ว่าแล้วราชสีห์ทองคำที่ซนไม่แพ้แมวตัวหนึ่งก็เปิดกระสอบให้เพื่อนดูของข้างใน



“โห น้ำแข็งนี่” คาน่อนตาโต “มีแต่ก้อนใหญ่ๆ ทั้งนั้นเลย”



“ก็มันร้อนไง ฉันว่าใส่ให้มันเย็นเจี๊ยบน่าจะเจ๋ง” แมวเรียยิ้มแป้น ข้อเสนอของเขาได้รับการตอบรับอย่างดี แล้วก๊วนเพื่อนทั้งสามก็ไปซุ่มที่ถังขนาดเขื่องใบหนึ่ง เทน้ำแข็งลงไปครึ่งกระสอบ รอจนมันเย็นได้ที่ก็ตักออกมาเตรียมสาดใส่เพื่อนเต็มที่



ราวกับจะรู้ว่าถึงคิวออกโรง เซย์ย่ากับชิริวที่เล่นอยู่อีกฟากหนึ่งเป็นนานพากันเดินมาทางนี้พอดี ไอโอเรียเลยกวักมือเรียกทั้งสองเร็วไว “เซย์ย่า ชิริว มาทางนี้เร็ว มีอะไรให้ดู”


ชิริวเหมือนจะรู้ว่ามีอะไรไม่ชอบมาพากลเลยเดินไปหาช้าๆ ผิดกับเซย์ย่าที่ถลาเข้าไปโดยทันที แล้วม้าบินเคราะห์ร้ายก็โดนน้ำเย็นเจี๊ยบสาดเข้าให้เต็มๆ



“จ๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก” กะจั๊วที่ว่าอึดยังต้องสะท้านด้วยความเย็นจัด “ทำไมมันเย็นปานนี้!!!!!”



“โธ่ๆ เซย์ย่า ไม่มีน้ำอดน้ำทนเอาซะเลย แค่นี้ก็ร้องซะแล้ว” มิโร่ว่าพลางหัวเราะก๊าก



“ฉันไม่ใช่เจ้าเป็ดเฮียวกะนะ!!” เซย์ย่าร้อง สูดน้ำมูกดังพรืด “ว่าแต่ไปเอาน้ำแข็งมาจากไหนเนี่ย ขอเล่นมั่งสิ นะๆๆ” ว่าแล้วกลุ่มเซนต์จอมป่วนก็เพิ่มจำนวนอย่างทันดีทันควัน



“เอ้าสาดเข้าปายยยยยยย” ทั้งห้าคนร้องพร้อมกัน แล้วสาดน้ำดังโครม คนโดนสาดก็วิ่งนี้กันให้วุ่น บางคนก็ร้องโอดโอยให้ศีลให้พรคนเล่นอุตริกันเสียยกใหญ่ จนกระทั่งเซย์ย่าสนุกจัด คว้าขันตักน้ำแล้วใส่น้ำแข็งลงไปจนพูน ก่อนจะสาดไปตูมใหญ่ และ....



“โอ๊ยยยยยยยยย อะไรกันฟระ!!!!!!!!” ทั้งกลุ่มแทบแตกฮือ ทันทีที่เห็นว่าเหยื่อของน้ำปนน้ำแข็งขันนั้นคือปูชนียบุคคลของแซงค์ทัวรี่ ไลบร้า โดโก นั่นเอง และตอนนี้สิงห์เก่าแห่งโกโรโฮก็ดูจะเดือดพอๆ กับแดดฤดูร้อน จนแทบจะทำน้ำแข็งละลายไปหมด



“พวกแก๊!! เล่นอะไรกันเนี้ยยยยย!!!!” ปู่ว้าก ทำเอาพวกแก๊งป่วนตัวเล็กลงไปถนัดตา “สงกรานต์น่ะ เขาแค่เล่นน้ำกันพอสนุก เอาน้ำแข็งมาใส่แบบนี้มันเย็นเกินไป แล้วยังจะมาเป็นก้อนๆ ถ้าโดนคนเจ็บตัวไปมันไม่คุ้มกัน เข้าใจมั้ย”



“เข้าใจคร้าบบบบ” สามโกลด์เซนต์และสองบรอนซ์เซนต์รับคำกันเสียงอ่อย ก่อนที่ปู่จะเดินไปที่วงอื่นต่อไปเพื่อแนะนำการเล่นน้ำที่ถูกวิธี


“เอาล่ะ ไหนๆ ก็ไหนๆ เลิกเล่นน้ำแข็งแล้วกัน” มิโร่เสนอ แล้วทั้งกลุ่มก็เดินไปหาเพื่อนอีกกลุ่ม ซึ่งมีมู เฮียวกะ ชุน และอิคคิยืนรวมกัน ทุกคนกำลังมองไปที่ชายร่างใหญ่ที่สุดในกลุ่ม


“โฮ่ ดูเหมือนเป็ดน้อยเฮียวกะจะกลายเป็นจุดสนใจนะเนี่ย เกิดอะไรขึ้นหว่า” แล้วทุกคนก็เดินเข้าไปหา เซย์ย่าผ่ากลางวงเข้าไปตบบ่าสหาย “ว่าไง เจ้าเป็ด มายืนนิ่งเป็นนายแบบอะไรตรงนี้” ขาดคำ อีกฝ่ายก็หันมา ทำให้เห็นว่าใบหน้าของเฮียวกะ


เต็มไปด้วยของเหลวสีแดง.....



“เฮ้ย!!!!” กะจั๊วะร้องจ๊าก “เฮียวก๊า!! ไปทำอะไรมาเลือดอาบขนาดนี้!!”



มูยิ้มแหยๆ “เซย์ย่า นี่ไม่ใช่เลือดหรอก”



ชุนให้คำตอบเซย์ย่าที่กำลังสงสัยอย่างยิ่ง “สีผสมอาหารน่ะ”



“สีผสมอาหารเหรอ” ทั้งกลุ่มร้องพร้อมกัน พวกเขาคิดว่าเล่นน้ำแข็งนี่ก็แปลกแล้ว แต่นี่เล่นสีผสมอาหารเสียเหมือนจริงขนาดนี้จะดีเหรอเนี่ย


“รู้สึกพวกในตลาดจะเอามาเล่นกัน คนอื่นเลยเล่นตามกันน่ะ” เฮียวกะพูดขึ้นบ้างพลางเช็ดน้ำสีแดงๆ ที่ไหลท่วมหน้าไปด้วย อิคคิที่ยืนอยู่ข้างๆ ยังคงนิ่งอยู่ แต่ในใจคิดถึงคนที่อยู่ที่ตลาดขึ้นมาวูบหนึ่ง แต่ก็ปัดทิ้งไปเสียโดยไว ...เจ้านั่นน่ะ อยู่ในกระโจม คงไม่โดนหรอก...ไม่สิ ถึงจะโดนน้ำแข็งหรือสีป้ายก็ไม่เห็นจะเกี่ยวกับเรา...



“อิคคิ!” นายเซย์ย่ามาเรียกใกล้ๆ ทำเอาวิหคอมตะสะดุ้ง “ทำหน้าเครียดคิดอะไรอยู่น่ะหา” แล้วเซย์ย่าก็โดนสาดเข้าไปเต็มหน้า ก่อนจะโดนสำทับว่า “เรื่องของฉัน แกไม่ต้องมายุ่ง”

.................................

เวลาล่วงไปจนบ่ายคล้อย แต่ความสนุกก็ไม่ได้ลดลง กลับกันเป็นว่ายิ่งเล่นนานขึ้น ต่างคนก็เพิ่มเสียงหัวเราะมากขึ้นกว่าเดิม บางคนถึงขั้นแหกปากร้องเพลงเสียลั่นรับฤดูร้อน



โดโกที่ตัวเปียกจนแห้งไปหลายรอบยืนครุ่นคิดอะไรที่มุมหนึ่งอยู่คนเดียว จนชิริวที่เดินผ่านมาพอดีต้องเดินเข้ามาถาม



“อาจารย์ครับ คิดอะไรอยู่ ท่าทางเคร่งเครียดเชียว”



“อืมมมม” ปู่โก้ยังคงทำหน้าปั้นยาก “ฉันเหมือนจะลืมอะไรไปซักอย่างน้า เวลาสงกรานต์นี่มันต้องมีอะไรอีกอย่างน้า...”



“จะว่าไปผมก็ว่ายังงั้นเหมือนกัน” แล้วสองศิษย์อาจารย์แห่งโกโรโฮก็กอดอกคิดถึงของที่หายไปอยู่สองคน ติ๊กต่อก ติ๊กต่อก...


ปิ๊ง!!!



“คิดออกแล้ว!!” หนุ่มต่างวัยสองคนมองหน้ากัน ...ที่แท้ก็ไอ้นั่นน่ะเอง! ก่อนที่จะเรียกเพื่อนๆ ทุกคนมารวมตัวกันที่กลางลาน



“ไอ้นี่มันอะไรน่ะ” อะโฟรดิเต้เลิกคิ้วมองสิ่งของเม็ดๆ ขาวๆ ที่ชิริวเพิ่งไปค้นออกมาจากกระเป๋าซึ่งยังมีเสื้อลายชบาที่เหลืออยู่สุมเอาไว้



“เขาเรียกว่าดินสอพอง เอาไว้ทาหน้า” ปู่โก้ตอบ ทำเอาโกลด์เซนต์ราศีมีนเบ้หน้า


“ทาแล้วหน้าจะพองมั้ยอ่ะ”



“จะไปพองได้ยังไง” แล้วปู่ก็อธิบายต่อไป “คนไทยจะละลายดินสอพองกับน้ำให้พอข้นๆ แล้วก็จะเอาไปประหรือทาหน้าของคนที่เคารพ หรือ....” ผู้แก่ประสบการณ์ลากเสียงพลางหลิ่วตาให้กลุ่มคนฟัง “...แต้มหน้าของคนหมายตาหรือแอบชอบ...”



คำตอบนี้เรียกเสียงฮือฮาได้ดังคาด เหล่านักรบแห่งแซงค์ทัวรี่พากันตาโต วิ่งมาขอดินสอพองกันยกใหญ่จนหมดเกลี้ยงในพริบตา



ชิริวเดินมาหาอาจารย์ที่ยืนยิ้มมองความเป็นไปอย่างครึมอกครึ้มใจ “อาจารย์ครับ ท่านจะเก็บไปทาหน้าท่านชิออนไหมครับ” พลางยื่นดินสอพองให้ถุงหนึ่ง แต่ก็ได้รับการปฏิเสธอย่างนิ่มนวลจากอาจารย์



“ข้ากับชิออนน่ะ ไม่ใช่แค่แอบชอบ เจ้าก็รู้นี่!” ว่าแล้วเสือเก่าแห่งโกโรโฮก็เดินหัวเราะร่าจากไป



ตอนนั้นเอง เหล่าแรงงานแบกเสรี่ยงพากันกลับมาแล้วพร้อมทั้งใบหน้าที่แดงก่ำเพราะไอแดดหน้าร้อนและเหงื่อที่ปนกับน้ำสงกรานต์จนชุ่มไปหมด เมื่อเสรี่ยงถึงพื้น แรงงานจำเป็นสี่สหายก็ถึงกับลงไปกองเลยทีเดียว



“โอยยย ให้สู้กับศัตรูเป็นกองทัพยังได้ขยับแขน ไม่ต้องมาแบกเสรี่ยงนิ่งๆ เป็นชั่วโมง” แรงงานที่ถูกยัดเยียดตำแหน่ง เดธมาร์คโอดอย่างหงุดหงิดเต็มที่


“น่า นานๆ ทีได้ออกกำลังบ้างก็ดีนะ” ไอโอรอสว่ายิ้มๆ จนแช่มแอบเบ้ปาก พี่น้องรอสเรียขึ้นชื่อเรื่องบ้าพลังทั้งคู่จริงๆ


จบการสนทนาสั้นๆ เหล่าโกลด์เซนต์และบรอนซ์เซนต์ที่กลางลานแห่กันมาล้อมพวกเขาไว้พร้อมกับดินสอพองมากมาย บรรยายสรรพคุณเสร็จสรรพ


แต่ก่อนใครจะได้พูดอะไรมากไปกว่านั้น สกอร์เปี้ยน มิโร่ ก็ฝ่ากลุ่มผองเพื่อนเข้ามาหาเทพีสงกรานต์ เพราะสิ่งเดียวที่เขาตั้งตารอมาทั้งวันคือเวลาที่คามิวจะกลับมานั่นเอง



“คามิวววววว เป็นยังไงมั่ง! แดดเผาบ้างรึเปล่า โดนคนสาดน้ำใส่ไหม คนเยอะคงทำให้นายมึนหัวสินะ ฉันรู้มาว่ามีเด็กในตลาดเล่นสีผสมอาหารด้วย แล้วนายโดนมั่งรึเปล่า ยังไงบอกฉันมา ฉันจะ...”


เสียงของมิโร่ขาดหายไปเมื่อคามิวเอื้อมมือมาสัมผัสที่แก้มของเขา เมื่อมองดูดีๆ ก็พบว่าอะโฟรดิเต้ส่งขันเล็กๆ ใบหนึ่งที่ละลายดินสอพองแล้วให้คามิวเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ และที่ปลายนิ้วของคามิวที่ไล้แก้มของเขาอยู่ตอนนี้ก็มีแป้งดินสอพองสีขาวนวลแต้มอยู่



ร่างบางผมแดงยิ้มให้กับเขา ดั่งน้ำเย็นๆ พรมลงบนร่างกายที่กรำแดด ขับไล่ความว้าวุ่น วุ่นวายใจไปเสียสิ้น



“มิโร่ นายอดทนได้เยี่ยมมากเลยวันนี้” ถ้อยคำที่กล่าวออกมาเหมือนจะบอกว่าการที่มิโร่ไม่ดึงดันจะแบกเสรี่ยงให้ได้เมื่อตอนเช้าทำให้คามิวประทับใจ เพราะเขาไม่ชอบอะไรที่มะเทิ่งประเจิดประเจ้อเอาเสียเลย แต่พูดไม่ทันขาดคำ จอมเวทย์น้ำแข็งก็ต้องส่งเสียงร้องอย่างตกใจ เมื่อร่างสูงตรงหน้าเข้ามาอุ้มเขาไว้จนตัวลอย



“ม...มิโร่! ทำบ้าอะไรเนี่ย”



“ก็ฉันดีใจนี่นา!!” ยอดชายนายมิโร่ส่งเสียงอ้อนเหมือนเด็กๆ ก่อนจะอุ้มพาเทพีสงกรานต์ที่ต้องรอตั้งครึ่งค่อนวันกว่าจะได้เจอไปหลบพักร้อนกันสองคน ท่ามกลางเสียงเป่าปากแซวจากสหายจนดวงหน้าขาวนวลของคามิวแทบจะกลายเป็นสีเดียวกับเส้นผมเลยทีเดียว



เมื่อคู่หวานแล่นจากไปแล้วเดธมาร์คก็ถือวิสาสะฉวยขันดินสอพองมาจากไอโอเรียใบหนึ่ง ก่อนจะเดินไปหาอะโฟรดิเต้ เจ้าตัวนั้นโชคร้ายมาตลอดวันเพราะความตั้งใจจะขอเล่นน้ำกับอะโฟรดิเต้สักครั้งสลายไป เพราะเจ้าซาง่า...คู่แข่งคนสำคัญเอาตำแหน่งเคียวโกมาขู่บังคับให้ต้องไปเป็นแรงงานแบกหาม...แช่มรับบ่ด้าย!!!



เขาเรียกชื่อของโกลด์เซนต์ผมสีฟ้าสว่าง ซึ่งอีกฝ่ายก็หันมาส่งยิ้มหวานให้เป็นเชิงอนุญาต ทำให้เดธมาร์ครีบเดินไปหาอย่างรวดเร็ว แต่ก่อนจะถึงเป้าหมาย บุรุษในชุดเสื้อชบาสีน้ำเงินเข้มก็มายืนขวางทางเอาไว้ เป็นใครไปไม่ได้นอกจากซาง่า



“เฮ่ย ถอยไปนะเฟ่ย” เดธมาร์คปั้นหน้าโฉด



“ขอโทษนะเดธ แต่คนที่จะประแป้งอะโฟร มีแต่ฉันเท่านั้น” ซาง่าตอบหน้าตาเฉย



“นี่ๆ พวกนายน่ะ” อะโฟรพยายามห้ามทัพ “ฉันไม่ว่าหรอกน่า จะมาประแป้งทั้งสอง...”



“ไม่ได้!!!” ทั้งสองหันมาแว้ดใส่คนที่หมายตา จนเจ๊ตี้ผวาไปเลย ว่าแล้วโกลด์เซนต์ทั้งสองนายก็เดินเบียดกันเข้าไปหาโกลด์เซนต์ราศีมีน ต่างคนต่างยื้อแย่ง คอยขัดขวางกันไปมา เดธผลักซาง่า ซาง่าขัดขาเดธ จนกระทั่ง



โครม!!



ทั้งสองแข่งกันจนได้เรื่อง เพราะทั้งเดธมาร์คและซาง่าล้มลงไปจับกบทั้งคู่!!



“เฮ้ย!!! ทำอะไรของแกวะ” ซาง่าโวย


“แกนั่นแหละ ทำบ้าอะไรห๊า!!” อีกฝ่ายไม่ยอมอ่อนให้



แต่ก่อนที่คู่แข่งจะออกมวย ก็รู้สึกถึงบรรยากาศมาคุที่ก่อตัวขึ้นตรงหน้า และรู้สึกว่าเพื่อนๆ ทั้งหลายพากันเงียบเสียงลงราวกับอยู่ในพิธีไว้อาลัยในงานศพ แล้วทั้งคู่ก็เงยหน้าขึ้นไปพบกับ...



อะโฟรดิเต้...ในชุดเสื้อชบาสีสวย ที่บัดนี้ดวงหน้างามไม่อาจเผยให้เห็นได้ เนื่องจาก... ขันดินสอพองสองใบกองสุมกันอยู่บนศีรษะพร้อมทั้งดินสอพองที่ละลายแล้วไหลเยิ้มลงมาอาบทั้งหน้าและเสื้อสวย ก่อนที่ร่างบางจะสั่นระริก แล้วปล่อยเสียงแปดหลอดออกมาระบายโทสะ



“แช่ม!!!!!! สง่า!!!!!! ไปให้พ้นนนนน อย่ามาให้ชั้นเห็นหน้าอีกน้า ไม่งั้นชั้นจะเอาพวกแกมาทำปุ๋ยบลัดดี้โรส!!!!”



ผู้เคราะห์ร้ายทั้งสองเผ่นแน่บอย่างไม่ต้องให้เตือนเป็นครั้งที่สอง แล้วอะโฟรดิเต้ก็เดินลงส้นปังๆ กลับไปล้างตัวที่วิหารของตนเอง คนอื่นๆ จึงพากันไปหามุมสงบของตัวเอง



ไอโอรอสยังคงยืนอยู่กับชูร่าที่เดิม ทั้งสองได้แต่มองหน้ากันเงียบๆ ก่อนที่ไอโอรอสจะยิ้มออกมา



“ไม่ว่าจะวันไหนแซงค์ก็วุ่นวายได้ทุกวันจริงๆ”


“นั่นสิ” ชูร่ารับคำสั้นๆ


“แล้วจะเอาไงล่ะเรา” ไอโอรอสเอ่ยเป็นเชิงถาม


“นายว่าไงล่ะรอส”


“นายไปไหน ฉันก็ไปด้วยแล้วกัน” ว่าแล้วสหายทั้งสองก็พากันไปหาที่ปลีกวิเวกสองคน



ที่มุมหนึ่ง มูในชุดเสื้อชบาสีชมพูกำลังยืนยิ้มกริ่มอารมณ์ดีเพราะรู้ว่าอัลเดบารันกำลังละลายดินสอพองอยู่ แต่จนแล้วจนรอด อัลเดก็ไม่ขอประแป้งเขาเสียที จนมูเริ่มทนไม่ได้ ต้องออกปากเสียเอง


“อัลเด!”


อีกฝ่ายสะดุ้งโหยง “ม...มู”



“นายมีอะไรอยากจะบอกฉันไหม”



อัลเดได้แต่ยิ้มแหยๆ เพราะว่าเขาไม่เคยได้ทำอะไรกุ๊กกิ๊กแบบนี้มาก่อน เมื่อถึงเวลาที่ต้องพูด จึงไม่รู้จะพูด จะทำอะไรออกมาดี ซึ่งมูเองก็รู้ถึงข้อนี้...แต่ก็อยากจะแกล้งซักหน่อย



“เอาเถอะ ถ้านายไม่อยากประแป้งให้ฉัน...” มูพูดขึ้นมา พลางเดินออกห่าง อัลเดเห็นเช่นนั้นจึงรีบก้าวตามทันที แต่จังหวะนั้นเอง ร่างบางก็คว้าขันแป้งในมือของเขา แล้วตวัดปลายนิ้วปาดแป้งมาวาดไว้ที่ดวงหน้าของเขาอย่างรวดเร็ว



ทำเอาอัลเดอึ้ง...



มูยิ้มร่า... “นายไม่ยอมประแป้งให้ฉัน ฉันประให้เองคงไม่ว่ากันนะ”



แน่นอนว่าอัลเดบารันย่อมไม่ว่า...ไม่ว่าแม้แต่น้อย ร่างสูงได้แต่เผยอยิ้มอย่างพึงใจเงียบๆ เมื่อมูได้เห็นรอยยิ้มนั้นแล้วก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มตอบกลับอย่างตรึงใจ



จากคู่สวีทวัวแกะ ทั้งสองไม่รู้เลยว่ากำลังถูกจับตาจากกลุ่มคนไร้คู่ คาน่อน ไอโอเรีย เซย์ย่า และชิริว นั่นเอง รายหลังนี่ถึงจะมีชุนเรอยู่เป็นตัวเป็นตน แต่วันนี้พ่อมังกรฉายเดี่ยวเลยขอเป็นโสดหนึ่งวัน



“เชอะๆ อิจฉาคนมีคู่ชะมัด” คาน่อนเบ้ปาก



“เอางี้ดีไหม เราก็มาทาแป้งกันเองไหมล่ะ” เซย์ย่าเสนอ “แบบว่า เราก็มีสี่คน สองคู่พอดี” จบคำนายกะจั๊วะ คาน่อนก็หันมาจ้องหน้าไอโอเรีย พยายามทำตาหวานซึ้งเต็มที่ แล้วสุดท้าย ทั้งสองก็...


“แหวะ!!!!!!” โกลด์เซนต์เพื่อนรักได้ถึงเวลามิตรภาพร้าวกันตอนนี้เอง



“แกอย่ามาทำตาปิ๊งๆ ได้มั้ยไอ้น่อน จะอ้วก!!” แมวเรียตะโกน



“โหยยยย หน้าแกน่าจ้องนักนี่ อย่ามาหลงตัวเองเลยฟ่ะ!!” แล้วก็วิ่งกระจายไปคนละทิศละทาง ทิ้งให้สองซี้เซย์ย่ากับชิริวยืนกันสองคน ทั้งคู่เมื่อหันมามองหน้ากันชิริวก็เริ่มรู้สึกว่าเริ่มเข้าใจอาการของโกลด์เซนต์รุ่นพี่ เพราะสายตาหวานเยิ้มที่เซย์ย่าส่งมามันชวนให้อะไรๆ ในกระเพาะปั่นปวนโดยแท้



“เฮ่ย ย...อย่านะโว้ยเซย์ย่า ฉันมีชุนเรแล้วนะโว้ย” ชิริวยกมือห้ามเสียงสั่นๆ แต่เซย์ย่าไม่เหมือนไอโอเรีย รายนี้เล่นอะไรต้องเอาให้เต็มที่



“โธ่ ชิริว...นายไม่รู้เลยเหรอว่า ฉันเป็นเพื่อนนายมาหลายปีเพื่ออะไร…” ไม่ต้องรอให้จบคำถามของเปกาซัสเซนต์ มังกรโกโรโฮก็โกยแน่บไปไกลลิบ


“สองคนนั้นนี่จริงๆ เลยน้า” เสียงอ่อนหวานของชุนเอ่ยขึ้นอย่างขบขัน ตัวเขากับเฮียวกะยืนอยู่ห่างออกมาเล็กน้อยในร่มเงาของวิหารหลังใหญ่ “แต่เป็นยังงี้ก็คบกันได้นานไปได้นะเนี่ย”



“นั่นสิ” เสียงของอีกฝ่ายเอ่ยรับเพียงสั้นๆ ก่อนที่ร่างสูงผมสีทองจะโน้มตัวลงมากระซิบอะไรบางอย่าง


“...แต่ฉันว่า เราต้องคบกันได้นานกว่านั้นแน่ๆเลย”



คนฟังได้แต่ยืนนิ่งด้วยความเขิน ร่างบางไม่รู้จะทำอะไรจึงเดินหนีแก้เก้อ เฮียวกะที่เห็นอาการนั้นจึงหัวเราะออกมาเบาๆ ก่อนที่ร่างสูงจะเดินตามไปขอประแป้งคนที่ยิ่งกว่า”แอบชอบ” ต่อไป



ตลอดเหตุการณ์ของทุกๆ คน ในแซงค์ทัวรี่อยู่ในสายตาของคนคนหนึ่งที่ยังคงอยู่คนเดียวมาจนบัดนี้



ฟีนิกซ์ อิคคิหลบมานอนที่ใต้ต้นไม้ใหญ่ที่มุมหนึ่งของลาน ตัวเขาเองไม่ค่อยนิยมการอยู่กับคนหมู่มากอยู่แล้ว หลังจากเล่นได้พักหนึ่งก็หลบออกมาอยู่เงียบๆ ตรงนี้ คอยเฝ้ามองคนอื่นเล่นสงกรานต์อย่างสนุกสนานไปเรื่อย


...อยู่คนเดียวสบายจะตาย...



ทว่า...ความสงบขงเขาก็ดำรงอยู่ในเวลาไม่นาน เพราะหลังจากที่เขาคิดเช่นนั้น ดวงตาคมก็หรี่ลงอย่างไม่ชอบใจเมื่อเห็นโครงร่างของใครอีกคนปรากฏขึ้นตัดกับแสงแดดฤดูร้อน พร้อมกับเสียงที่ไม่ว่าจะฟังกี่ครั้ง...ก็ไม่ชอบเอาเลย



“มาทำอะไรตรงนี้คนเดียวล่ะ” เวอร์โก้ ชากะ เอ่ยถามเรียบๆ โกลด์เซนต์แห่งวิหารสาวพรหมจรรย์ในที่สุดก็กลับมายังแซงค์ทัวรี่แล้ว



“ใครเขาจุดธูปเรียกมาล่ะ” อิคคิแขวะอย่างไม่เบานัก



แต่บุรุษผมทองก็ทำเป็นหูทวนลมไปเสีย “ตรงนี้ลมเย็นดีนี่”



คิ้วหนาของอิคคิขมวดเข้าหากันอย่างไม่สบอารมณ์เมื่อเห็นว่าผู้ที่ถือวิสาสะทิ้งตัวลงนั่งที่ข้างๆ เขานั้นไม่สะดุ้งสะเทือนต่อคำพูดของเขาแม้แต่น้อย แต่เมื่อสายตาของเขาจับไปที่ร่างของคนข้างๆ ก็พบว่าร่างสูงที่นั่งรับลมอ่อนที่พัดเส้นผมทองพลิ้วเบาๆ นั้น มีท่าทีเหนื่อยอ่อนอยู่บ้างเหมือนกัน ดูท่าวันนี้ชาวบ้านร้านตลาดคงแห่กันไปสรงน้ำพระกันตลอดวันเลยทีเดียว



เห็นดังนั้นเด็กหนุ่มจึงไม่พูดอะไรต่อไป เพียงหันหน้าไปอีกทางหนึ่ง



จังหวะนั้นเอง ที่สัมผัสได้ถึงบางสิ่งที่เย็นๆ มาป้ายที่แก้มขวา



...มันคือดินสอพองที่ละลายแล้วนั่นเอง...และคนที่ป้ายหน้าเขาก็มิใช่ใครอื่น



เวอร์โก้ ชากะ ผู้ที่ยังคงถือขันแป้งใบเล็กอยู่นั่นเอง



อิคคิถึงกับอ้าปากค้าง ก่อนจะลุกพรวดขึ้นมาทันที !!



“เฮ้ย!!!!! ทำบ้าอะไรวะ!!”



“ก็ทาแป้งน่ะสิ” ชากะตอบอย่างธรรมดาที่สุด ทำเอาวิหคอมตะแทบร้องลั่น “ข้าเห็นใครๆ เขาก็เล่นกัน” ตอนนั้นเองที่ร่างสูงมองเด็กหนุ่มอย่างฉงน “หรือว่า...มันมีความหมายอะไรรึไง”



คำถามนี้ทำเอาอิคคิปิดปากเงียบสนิท เด็กหนุ่มที่มักจะปากร้ายถึงกับอับจนถ้อยคำ จึงกลับลงไปนอนนิ่งๆ อย่างเก่า ปล่อยให้รอบแป้งประทับบนแก้มอย่างนั้น เพราะหากไปลบมันเข้า คงต้องมานั่งตอบคำถามกันยืดยาว



“เฮอะ...” เสียงที่เปล่งออกมาจึงมีเพียงการแค่นเสียงอันเป็นเอกลักษณ์ของเจ้าตัว



จากนั้นบริเวณนั้นจึงนิ่งอยู่ในความเงียบ มีเพียงสายลมอ่อนของฤดูร้อนที่พัดคลอคนทั้งสอง



สายลมพาละอองสายน้ำเย็นชื่นใจอวลไปทั่วแซงค์ทัวรี่ ท่ามกลางบรรยากาศสนุกสนานของเทศกาลสาดน้ำที่เต็มไปด้วยความรื่นเริงสุขใจ ทุกคนล้วนคิดตรงกันว่า



...หากมีเทศกาลสนุกแบบนี้ทุกปี คงวิเศษที่สุดไปเลย...



------ [FIN] -----------------------------





โฮ่ยยยยยยย คอสโม่จะมอดกันเลยทีเดียว ยังไงก็สวัสดีวันสงกรานต์ย้อนหลังนะคะพี่น้อง

ตอนนี้ฟิคใหม่คงรออีกนาน เพราะฟูจังอยู่ในโหมดตามอ่านฟิคชาวบ้านแล้วค่ะ หายไปนาน ติดฟิคพี่น้องหลายตอนเลย จะไปอ่านแล้วนะค้า

2008/Apr/12

Wind of Love [Saint Seiya Fanfic]

อะแหะ สารภาพว่าเปิดบลอคนี้ ลงฟิคตูมเดียวแล้วก็ขาการติดต่อไปนานเลย ก็จะทยอยเอามาลงค่ะ ส่วนตอนต่อๆ ไปจะพยายามแต่งมาเน้อ ยังไงช่วยเม้นด้วยนะคะ ><

Chapter 4 - The Accidental Accident

“ไม่อยากจะเชื่อเล้ยยยยยยยยยยยยยยยยยย”



เสียงตะโกนซ้ำไปซ้ำมาแบบนี้ดังก้องห้องโถงมาครู่ใหญ่ๆ แล้ว ก่อนที่เจ้าของเสียงจะก้าวฉับๆ วนไปเวียนมาในห้อง มือหนาๆทั้งคู่คอยลากชุดยูกาตะที่เริ่มรุ่ยร่ายเพราะว่าเจ้าตัวเพิ่งจะเต้นแร้งเต้นกาโชว์หลานๆ และลูกน้องไปชุดใหญ่ ไม่ว่าใครจะห้ามก็ไม่ฟัง



“ไหนพูดอีกทีซิ เฮียวกะ เธอบอกว่าอะไรนะ ลุงได้ยินไม่ถนัด” โดโกหันมาแฮ่ใส่เฮียวกะอีกหน แต่เซย์ย่ากลับเป็นคนยื่นหน้ามาตอบแทน



“โถ่..ลุงโดโกละก้อ..เจ้าเฮียวกะมันบอกว่าคู่ดูตัวมันหนีไปแล้วไงครับ”



“หนวกหูเฟ้ย ใครไม่เกี่ยวเงียบปากไปเลย !!!!” ท่านประธานบริษัทชี้หน้านายม้าบินพร้อมกับด่ากราด เล่นเอาอีกฝ่ายหงอตัวลีบเล็กไปถนัดตา



“ใจเย็นๆ เถอะครับคุณลุง อะโฟรดิเต้หนีไปแล้ว เราทำอะไรไม่ได้แล้วละครับ” เสียงเข้มขรึมของ
ชิริวดังขึ้นที่ข้างตัว โดโกหันไปมองหลานชายแท้ๆ ของตัวเองแล้วทำหน้าเหมือนจะร้องไห้


“เจ้าก็พูดอย่างนั้นได้สิชิริว แต่ลุงนี่ล่ะ..โดนถอนหงอกแหงๆ เอาลูกสาวเขามาเข้าพิธีดูตัวเสียดิบดี พอคล้อยหลังเข้าหน่อยดันหนีหายไปกับใครที่ไหนก็ไม่รู้” ว่าแล้วลุงหน้าเด็กก็เข้าอารมณ์หัวเสียอีกรอบ เดินลงส้นปึงๆ วนรอบห้องอีกเช่นเคย


ด้านของคนที่เกือบจะได้เป็นเจ้าบ่าวนั่งนิ่งอย่างเดียวมาตั้งแต่ต้น ใบหน้าหล่อเหลาคมคายนั้นแฝงแววอาลัยบางอย่าง บางครั้งก็ถอนใจเบา ๆ ออกมา แล้วสักพักก็กลับมานั่งเหม่อลอยต่ออีกครั้ง


คามิวผู้เป็นอาเห็นหลานชายแสดงกิริยาอย่างนี้ก็ต้องเอ่ยปาก “ผมว่าแค่นี้เฮียวกะก็ช็อคจะแย่แล้วละ นี่ก็เกือบจะโดนดาบไม้ฟาดเอาด้วยนะฮะ เรื่องมันแล้วไปแล้วก็ช่างมันเถอะ อีกอย่างคุณหนูคนนั้นคงไม่เป็นอะไรหรอก เห็นว่าคนที่พาตัวไปเป็นคนรักกันนี่นา ป่านนี้คงมีความสุขไปแล้วแหละ”


แล้วเฮียวกะก็ถอนหายใจอีกรอบหนึ่ง...



ทุกคนที่ยืนอยู่ในห้องนั้นมองเฮียวกะด้วยสายตาสงสารเพราะเข้าใจว่าชายหนุ่มคงจะเสียใจที่อีกฝ่ายหนีเขาไปอย่างไม่ใยดี แถมยังวางแผนให้คนรักขนดาบไม้มาตะลุยหวดเขาจนเอาตัวแทบไม่รอดอีก(ส่วนหลังนี่เซย์ย่าโวยวายต่อเติมขึ้นมาเองเมื่อได้ยินเพื่อนรักบอกว่าคนรักของอะโฟรดิเต้เป็นนักดาบ)


“เอาละๆ” ในที่สุดผู้อาวุโสที่สุดในห้องก็โพล่งออกมาอย่างเหลืออด “ช่างมันก็ช่างมัน เดี๋ยวฉันไปขอโทษขอโพยฝ่ายนู้นเขาเองแล้วกัน คงไม่มีอะไรเลวร้ายกว่านี้หรอก” แล้วท่านผู้เฒ่าก็เดินออกจากห้องไปโดยมีลุงชิออนที่หน้าอ่อนไม่แพ้กันเดินกิโมโนปลิวตามไปอีกคน



เมื่อผู้ใหญ่ออกไปกันแล้ว บรรดาอาๆ ก็เดินมาปลอบใจเฮียวกะกันจนเสียงดังลั่นไปหมดก่อนจะทยอยออกไปเช่นกัน

“เฮ้อ..อย่างนี้รูปที่ลุงโดโกถ่ายไว้ตั้งเยอะแยะก็เป็นหมันละสิ” คาน่อนที่หอบถุงบรรจุรูปถ่ายโพราลอยด์ถุงเบ้อเริ่มบ่นอุบอิบ


“อย่าว่าแต่รูปเลย วีดิโอที่ถ่ายไว้ก็หมดประโยชน์เหมือนกันล่ะ อุตส่าห์ตั้งกล้องไว้ตั้ง 15 ตัว” มิโร่พูดขึ้นบ้างก่อนที่เขาจะออกไปสั่งพนักงานให้เตรียมมาเก็บกล้องทั้งหมดในห้องดูตัวออกไป


ในห้องจึงเหลือแค่เพื่อนรัก 3 คน


“เป็นไงล่ะเฮียวกะ..อีกฝ่ายหนีไปคงโล่งใจสินะ” ชิริวเอ่ยขึ้นเหมือนรู้ใจ ไอ้อาการเซื่องซึมของเจ้าเป็ดเนี่ยเป็นมารยาที่เอาไว้เรียกคะแนนสงสารจากญาติผู้ใหญ่ล่ะสิ ลูกไม้แบบนี้เขาเห็นมาบ่อยแล้ว


แต่เขาก็ต้องประหลาดใจเมื่ออีกฝ่ายงึมงำตอบมาเบาๆว่า “ไม่รู้สิ..”


“หมายความว่าไงน่ะ นี่อย่าบอกนะว่านายกำลังเสียดายอยู่น่ะ!!” เซย์ย่าถามเสียงดัง แต่หนุ่มผมทองก็ไม่หันมาเอ็ดให้เขาพูดเบาๆ เหมือนทุกครั้ง


“...จะว่าเสียดายก็เสียดายนะ ฉันบอกไม่ถูก”


“ไหนนายบอกว่าเป็นตายยังไงนายก็ไม่ยอมรับการดูตัวครั้งนี้ไง”


คำถามนี้พอหลุดออกไป เฮียวกะก็เงยหน้าขึ้นมาเป็นครั้งแรก ดวงตาฉายแววงุนงง “ก็ใช่น่ะสิ..”


“แต่นาย..นายบอกว่า..”



“ขอโทษทีเซย์ย่า ฉันไม่ได้หมายถึงคุณหนูเถากุหลาบนั่นหรอก”



ได้ยินคำตอบอย่างนี้ เพื่อนรักอีกสองคนได้แต่หันมามองหน้ากันอย่างมืดแปดด้าน ..ก็เห็นอยู่ชัดๆ ว่ามันลงไปเดินในสวนกับอะโฟรดิเต้ แล้วถ้าไม่คิดถึงผู้หญิงคนนั้นแล้วจะเป็นใครไปได้อีกเล่า ..ยิ่งคิดก็ยิ่งงง.. ตอนนั้นเองที่เฮียวกะลุกพรวดขึ้นมา “ฉันกลับบ้านดีกว่า”



“อะไร จะกลับแล้วเหรอ แล้วงานเลี้ยงเย็นวันนี้ล่ะ” นายม้าบินถามขึ้นทันที แต่คนตอบกลับเป็นชิริว
“เมื่อกี้นายไม่ได้ฟังรึไง งานวันนี้ล้มเลิกแล้ว” คำตอบนี้เล่นเอาคนถามร้องเสียงหลง ก็เขานั่งคิดสะระตะอยู่ตั้งนานว่าเย็นวันนี้จะกินอะไรบ้างดี


“งั้นฉันกลับด้วยแล้วกัน ไหนๆก็ไม่มีอะไรแล้ว” ร่างสูงในชุดสูทสีเกล็ดมังกรเดินตามเขาออกมาด้วย แต่เพิ่งก้าวพ้นประตูได้ไม่กี่ก้าว ไอโอรอสที่มีห้องทำงานอยู่ข้างห้องดูตัวก็เปิดประตูออกมาพอดี

“อ้อ..ชิริว เข้ามาช่วยงานอานิดนึงสิ”



สุดท้ายจึงเหลือเฮียวกะเดินกลับออกมาคนเดียว ชายหนุ่มเดินไปเรื่อยๆ อย่างไม่มีจุดหมายที่ชัดเจนนัก เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตอนนี้เขาอยากจะกลับบ้านจริงหรือเปล่า เพียงมีสิ่งหนึ่งที่แจ่มชัดในห้วงความคิดของเขานั่นก็คือ..สีเขียว


สีเขียวของต้นไม้..
สีเขียวของใบไม้..
สีเขียวของเส้นผมยาวสลวย..
และสีเขียวของดวงตาคู่งามนั่น..



แม้จะเป็นเพียงวูบเดียว ทว่าภาพนั้นก็ดูเหมือนจะประทับลงความทรงจำของเขาอย่างยากที่จะสะบัดให้หลุดออกไป เพื่อนรักถามเขาว่าเสียดายไหม..ใช่ เขาเสียดาย อย่างน้อยเขาก็อยากจะรู้ว่าอีกฝ่ายเป็นใคร ดีกว่าที่จะเห็นอีกฝ่ายหนีเขาไปด้วยความตกใจกลัวอย่างนั้น...



แต่เขาจะเจอร่างบางนั้นอีกได้ที่ไหนกันล่ะ ?



คิดมาถึงตรงนี้ ชายหนุ่มก็ชะงักเท้าลง เพราะพบว่าตัวเองเดินเรื่อยเปื่อยมาถึงห้องจัดเลี้ยงใหญ่ห้องหนึ่งที่มีพนักงานของแซงค์ทัวรี่เดินขวักไขว่ไปหมด


เสียงเสียงหนึ่งดังก้องขึ้นมาอย่างดุดัน

“พวกแกน่ะ!! ขนถ้วยชามพวกนั้นไปเร็วๆสิ แกน่ะจะลากเก้าอี้ทำไม หา เดี๋ยวพื้นเสียต้องมานั่งทำความสะอาดอีกนะเฟ้ย เฮ้ยยยย ไอ้หมอนั่นน่ะโอ้เอ้อยู่ได้ลากโต๊ะไปเร็วๆ สิโว้ย!!!”


เสียงตะคอกนั่นดังขึ้นทุกทีๆ จนเฮียวกะต้องเดินไปชะโงกที่ประตูใหญ่แล้วก็เห็นว่าที่ข้างในนั้นจัดตกแต่งไว้อย่างอลังการทีเดียว โต๊ะปูผ้าลินินสีขาวสะอาดขาวพรืดไปทั่วห้อง น้ำแข็งแกะสลักรูปร่างต่างๆ จัดวางอยู่ทั่วไป และบนเวทีมโหฬารมีข้อความขนาดใหญ่สีฟ้าสดเขียนไว้ว่า

‘งานเลี้ยงฉลองความรัก เฮียวกะ&อะโฟรดิเต้’



จังหวะนั้นมีพนักงานสองคนหอบลังขนาดใหญ่เดินผ่านเขาไป

“โอ๊ย วุ่นวายชะมัดเลย นี่เพิ่งจะจัดเสร็จเมื่อกี้เองนะ ต้องมารื้อเก็บซะแล้ว”

“เบื่อพวกคนมีเงินจริงๆ คิดจะจัดก็จัด คิดจะเลิกก็เลิก นิสัยไม่ดี!!”


เฮียวกะได้แต่ยืนทำหน้าประหลาด พลางคิดขอโทษพนักงานพวกนั้นในใจ ไม่คิดมาก่อนเลยว่าท่านลุงโดโกจะมุ่งมั่นมาดหมายกับการดูตัวของเขาขนาดนี้ มิน่าล่ะถึงได้หัวเสียสุดๆ ตอนที่รู้ว่าคู่ดูตัวของเขาล่มพิธีไปเองเสียแล้ว


...แต่ก็ช่างเถอะ กลับบ้านดีกว่าเรา...

ตอนที่เขาหันหลังกลับมานั่นเอง ก็รู้สึกถึงลมอ่อนพัดมาอีกครั้งก่อนที่จะชนเข้ากับใครบางคนอย่างจัง อีกฝ่ายที่ขนของมาเต็มอ้อมแขนไม่ทันระวังจึงถูกกระแทกจนเซไปหลายก้าว ข้าวของหลุดมือกระจายไปทั่วทางเดิน



“ผมขอโทษครับ” เฮียวกะรีบก้มลงช่วยอีกฝ่าย แต่ก็ชะงักมือของตนเมื่อได้ยินเสียงตอบกลับมาว่า

“ไม่หรอกฮะ..ผมต่างหากที่ต้องขอโทษ”


เอ๋...

เสียงอย่างนี้..มือที่ทั้งขาวทั้งเรียวงามแบบนี้..


เฮียวกะรีบมองหน้าอีกฝ่ายทันที ใช่แล้ว เป็นใครไปไม่ได้เลยนอกจากร่างบางเจ้าของดวงตาสีเขียวสดใสเมื่อตอนบ่ายนั่นเอง !!!


“นี่นาย..นายที่เจอในสวน...”

“ขอโทษจริงๆ นะฮะ!!” ร่างบางร้องเสียงดังอีกครั้งก่อนจะรีบคว้าข้าวของที่กระจายบนพื้นอย่างรวดเร็วจนเกือบหมด


สิ่งของชิ้นสุดท้ายที่นอนอยู่บนพื้นคือเหยือกแก้วเจียระไนที่ตอนนี้แตกละเอียดไปแล้ว คนผมสีเขียวมองเศษแก้วนั้นอย่างไร้หนทางออกก่อนที่จะค่อยๆ เอื้อมมือมาเก็บเศษแก้วนั้น



“นี่นาย..ไม่ต้องหรอกนะ ฉันเก็บให้เอง” คนร่างสูงรีบกระวีกระวาดมาบ้าง แต่อีกฝ่ายก็เอ่ยห้ามขึ้นทันที ทั้งสองคนจึงแย่งกันเก็บเศษแก้วอยู่ตรงนั้น จนกระทั่ง..



“โอ๊ะ..” เสียงอุทานดังขึ้นเบาๆ ก่อนที่คนดวงตาเขียวสวยจะเบิกกว้างขึ้นอีกรอบด้วยแววตื่นตระหนกเมื่อเห็นชายหนุ่มผมทองเบื้องหน้ายกมือใหญ่ขึ้นสะบัดไปมาพร้อมกับเลือดที่ค่อยๆ ซึมออกมาจากฝ่ามือ



“ขอโทษฮะ !!”

คำขอโทษดังนั้นอีกครั้งก่อนที่เฮียวกะจะรู้สึกถึงความเจ็บที่ฝ่ามือเสียอีก ร่างบางรีบลุกขึ้นแล้วเดินมาจับมือเขาด้วยความตกใจ วินาทีที่มือเล็กเรียวนั้นสัมผัสมือหนา ชายหนุ่มร่างสูงก็รู้สึกว่าใบหน้าของตนร้อนวูบขึ้นมาอย่างประหลาด


“ไปห้องพยาบาลก่อนดีกว่าฮะ”

“เอ่อ..ไม่เป็นไร..”

“แต่ว่า..”



“เฮ้ย !! ไอ้เจ้าคนหัวเขียวตรงนั้นน่ะ อู้งานเหรอ !!!!” เสียงตะคอกดังลั่นมาจากในห้อง ทำเอาร่างบางสะดุ้ง ปล่อยมือจากคนตัวสูงทันทีแล้วหันมากระซิบขอโทษเบาๆ อีกครั้งก่อนจะเดินจากไป



เฮียวกะได้แต่ยืนมองตามร่างเล็กนั้น วินาทีถัดมาก็รู้สึกว่าใครบางคนตบไหล่เขาจากด้านหลัง

“เฮ้ย เจ้าเป็ดไหนว่าจะกลับบ้านไง นั่นแน่..กะจะมาหาอะไรห่อกลับบ้านเหมือนกันล่ะสิ” เซย์ย่าเอ่ยทักอย่างร่าเริงก่อนที่เจ้าตัวจะตาเบิกโพลงเมื่อเห็นฝ่ามือที่อาบเลือดของเพื่อน



“เฮ้..นี่มันอะไรกันน่ะ!!!” เสียงของนายจอมโวยไม่เบาเลย จนเรียกให้พนักงานแถวๆ นั้นหยุดมอง รวมทั้งหนุ่มน้อยที่ยังคงหอบของเต็มไม้เต็มมือนั้นด้วย ตอนนี้ดวงหน้านั้นได้แต่จับจ้องชายหนุ่มร่างสูงด้วยแววตาสำนึกผิดมากขึ้น


“ไม่มีอะไรน่า อุบัติเหตุชนกันแค่นั้นเอง” เฮียวกะตอบปัดๆ

“โฮ่..ชนกันจนทำให้คุณเฮียวกะ หลานชายของคุณคามิว ผู้บริหารระดับโกลด์คลาสเลือดตกยางออกเนี่ย ดูท่าเจ้าพนักงานนั่นคงโชคร้ายแล้วนะเนี่ย ดีไม่ดีอาจถูกไล่ออก” เจ้าเซย์ย่าพ่นโม้ไปเรื่อยพลางลากเพื่อนไปห้องพยาบาลของบริษัท เจ้าตัวไม่ได้สังเกตเลยว่าเพื่อนรักของตัวเองขัดขืนมากแค่ไหน



จะให้เดินไปอย่างสบายใจได้ยังไงกันเล่า..ก็ทันทีที่เจ้าม้าปากบอนพูดอะไรโดยไม่คิดออกมา เขาก็เห็นคนร่างบางหน้าซีดลงอย่างเห็นได้ชัดแล้วโค้งขอโทษเขาอีก 4-5 ครั้ง แล้ววิ่งเข้าห้องไปเพราะเสียงโหดๆ นั้นตะโกนเรียกเขาอีกครั้ง หมดโอกาสที่เฮียวกะจะได้แก้ตัว



เปล่านะ ฉันไม่ใช่คนใจร้ายแบบที่เจ้าม้านี่มันพูดน้า.....!!!!




********[The End of Chapter 4]*************

แล้วพบกันคราวหน้านะคะ~~

 

2007/Nov/26

มาเฉลยซองวายจากงานมีตเซนต์หญิงค่ะ แล้วพอดีแต่งฟิคแถมไปด้วย

รูปที่วาดคือรูปทั่นช่าพี่อิคคิ ขวัญใจฟูจังนั่นเอ๊ง

 

ทำไมถึงได้แต่งตัวกันเยี่ยงนี้...ไปอ่านฟิคกันเลยจ้า ^^

 +++++++++++

 

[ShortFic] ภารกิจศิษย์น้อง
By..Foochan ^^


นานมาแล้ว ในสมัยที่ชาวบ้านยังคงออกทำมาหากินและเข้านอนแต่หัวค่ำ เหลือเพียงแสงคบไฟวับวามที่เสาไม้หน้ากระท่อมเรียงรายในหมู่บ้านอันเงียบสงบ ถือเป็นช่วงเวลาที่คนกลุ่มหนึ่งจะเริ่มออกปฏิบัติหน้าที่ กลุ่มคนที่ช่ำชองการแฝงกายทั้งกลางวันกลางคืน มีไหวพริบฉลาดแหลมคม ทั้งยังมีความชำนาญในการซ่อนอาวุธลับนานาไว้ในชุดคลุมกายสีผืนนภายามราตรี



ใช่แล้ว...บุคคลเหล่านั้นก็คือ...


...ครืด....



“ฮ้าวววววว” เด็กหนุ่มวัยรุ่นผมสีน้ำตาลฟูฟ่องโงหัวขึ้นจากกองผ้าห่มหนาเนื่องจากอากาศหนาวด้วยท่าทีที่ออกจะขัดใจที่จู่ๆ ก็มีสหายไม่ได้รับเชิญมาเลื่อนประตูห้องนอนยามดึกดื่นเยี่ยงนี้ “มีธุระอันใดกัน จึงได้มารบกวนการนอนของข้า”



ผู้มาเยือนก็เป็นคนรุ่นราวคราวเดียวกัน เพียงแต่ผมสีดำยาวสลวยนั้นยังเรียบเป็นทรง แสดงว่ายังไม่ได้นอนหลับรวดเร็วเหมือนเจ้าของห้องนี้



เด็กหนุ่มไม่พูดพล่ามทำเพลง กลับล้วงมือเข้าไปในเสื้อที่คาดสายรัดไว้หลวมๆ พลันก็สะบัดบางสิ่งเข้าใส่รวดเร็วราวสายฟ้า!



เสียงฉึก ฉึก ฉึก ดังทึบๆ ติดกันหลายหนเมื่อดาวกระจายมันวับเสียบติดเข้ากับแผ่นเสื่อใต้ที่นอนของเด็กหนุ่มผู้รับการโจมตี เมื่อได้เห็นผลงานของอีกฝ่ายแล้วก็ต้องขึ้นเสียงอย่างโมโห “ชิริว! เจ้ามีนิสัยคุกคามคนเช่นนี้ตั้งแต่เมื่อใด”



เด็กหนุ่มนามว่าชิริวถอนใจช้าๆ คิ้วเข้มสีเดียวกับเส้นผมขมวดเข้าหากันเล็กน้อย “เดาว่าข้าคงติดมาเจ้ากระมัง เซย์ย่า เนื่องจากค่ำนี้ข้าพบว่าผ้าห่มของข้าที่มีทุกผืนนั้นถูกขโมยไปเสียแล้ว”


“อากาศหนาวเช่นนี้ เจ้าต้องการให้สหายหนาวตายเช่นนั้นหรือ!” เด็กหนุ่มที่เรียกว่าเซย์ย่าเถียงกลับ “หรือเจ้าไม่รู้ว่าผ้าห่มของข้าล้วนเปียกปอนไปทั้งหมด”



“นั่นเป็นเพราะเจ้าอุตริฝึกวิชาดื่มน้ำพันไหในห้องของตัวเอง สุดท้ายก็เซล้มไปชนกองไหน้ำหกใส่เครื่องนอนของตนเองก็สมกันแล้วนี่”



ได้ยินคำตอบของสหายเช่นนี้ เซย์ย่าก็รู้สึกยากจะทานทน เด็กหนุ่มจึงกระชากดาวกระจายที่ติดแน่นที่เสื่อขึ้นมาทีเดียวห้าชิ้น แล้วซัดไปที่ฝ่ายตรงข้าม! ทว่าชิริวที่สำเร็จเคล็ดวิชาเคลื่อนย้ายตามใจนึกแล้วก็ขยับกายหนีอย่างง่ายดาย ดาวกระจายจึงพุ่งผ่านเขาไปทั้งหมด



...พุ่งเข้าหาใครอีกคนหนึ่งที่เดินเข้ามาหาพอดี...



“เฮ้ย!!!!!” เซย์ย่าที่เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดร้องลั่นคับห้อง เพราะคนที่เดินเข้ามานั้นเป็นสหายผมสีเขียวสลวยผู้ซึ่งไม่ทันเตรียมตัวว่าจะมีอารุธร้ายหมายชีวิตพุ่งเข้าใส่ในห้วงกะทันหัน ร่างบางยังไม่ทันจะส่งเสียงร้อง ดาวกระจายนั้นก็...


...หมับ!



“พวกเจ้าทั้งสองเล่นพิเรนทร์อะไรในยามวิกาลเช่นนี้” เด็กหนุ่มผู้ขยับข้อมือเพียงเล็กน้อยก็รับดาวกระจายทั้งหมดไว้ได้เอ่ยขึ้นอย่างไม่พอใจเมื่อเห็นว่าสหายทั้งสองเล่นกันเกินเลย “หากดาวกระจายนี่ทำร้ายชุนเข้าจะว่าอย่างไร”



“ขอบคุณมากเฮียวกะ” เด็กหนุ่มร่างบางที่เพิ่งได้รับการช่วยเหลือกล่าวขึ้น ดวงหน้างามยังคงซีดเซียวเล็กน้อย ก่อนจะกันไปหาสหายที่ในห้อง “ว่าแต่เจ้าทั้งคู่ มาโหวกเหวกลั่นเช่นนี้ กลัวชาวบ้านจะไม่รู้ว่าบ้านของเราเป็นสำนักนินจาใช่หรือไม่”



...สำนักนินจา...ใช่แล้ว



เด็กหนุ่มทั้งสี่ล้วนเป็นนินจาในสำนักโรซัน เรียกว่าในย่านโกโรโฮที่เงียบสงบนี้ สถานที่ฝึกวิชานินจาที่เร้นลับที่สุดคงจะเป็นที่นี่เอง เนื่องจากท่านผู้เฒ่าเจ้าของสำนัก แม้จะเคยเป็นอดีตนินจาชั้นแนวหน้าที่ชื่อเสียงยิ่งยง แต่ก็ล้างมือจากการเป็นนินจา ออกมาสร้างกระท่อมเล็กๆ ในเมืองน้อยแห่งนี้



ทว่านินจาก็ยังต้องเป็นนินจา ครั้งหนึ่งมีโจรกลุ่มใหญ่มารุกรานหมู่บ้าน เผาบ้านเรือนวอดวาย ทั้งฉุดคร่าผู้คน ท่านผู้เฒ่าจึงลอบลงมือจัดการขับไล่กองโจรนั้นไปทั้งหมดด้วยตัวคนเดียว ...สิ่งที่เหลืออยู่จากเหตุการณ์นั้นคือเด็กกำพร้ากลุ่มหนึ่งที่ไร้ที่พึ่ง ท่านผู้เฒ่าจึงปรานีเก็บมาเลี้ยงดู และเพื่อไม่ให้เด็กเหล่านี้ต้องเผชิญกับฝันร้ายเมื่อวัยเยาว์จึงได้ฝึกหัดวิชานินจาให้



แต่เจ้าเด็กเหล่านั้นก็ยังเป็นเพียงนินจาฝึกหัดเท่านั้น นอกจากศิษย์พี่ที่เป็นศิษย์เก่าแก่ของท่านอาจารย์แล้ว หากจะมีใครที่มีฝีมือพอจะเป็นนินจาเต็มตัวได้ ก็เห็นจะมีแค่...



“ท่านอิคคิได้ยินเข้าจะโดนเอ็ดเอาแน่ๆ” เฮียวกะบอกหน้ายุ่ง แล้วทุกคนก็ทำหน้าขยาด ไม่เว้นแม้แต่ชุนผู้เป็นน้องชายของผู้ที่กล่าวถึงนั้น เพราะอิคคิผู้นั้นเป็นผู้ที่สำเร็จวิชานินจาแทบทุกแขนง ซ้ำยังเป็นคนเข้มงวดและเจ้าอารมณ์ด้วย



“...รู้อย่างนั้นแล้วยังจะทำอีกนะพวกเจ้า” เสียงเข้มดุที่เอ่ยขึ้นจากมุมหนึ่งในห้องนอนทำเอาทั้งสี่สะดุ้งเฮือกพร้อมกัน ก่อนจะหันไปพบกับร่างสูงน่าเกรงขามของเด็กหนุ่มผมสีน้ำเงินเข้มก้าวออกมาจากมุมที่ยืนอยู่ แสงเทียนเพียงเล็กน้อยในห้องจับดวงหน้าเคร่งขรึมให้ดูดุดันน่าครั่นคร้าม


ชิริวที่นิ่งสงบที่สุดจำต้องเอ่ยขึ้นมา “ท่านอิคคิ ไม่ทราบว่ามาตั้งแต่เมื่อใด”



ร่างสูงเอ่ยขึ้นเสียงเรียบ “ตั้งแต่ที่ข้าได้ยินเสียงดาวกระจายกระทบเสื่อนั่นละ” ได้ยินคำตอบไปแล้วทั้งสี่ก็ได้แต่กลืนน้ำลาย แม้จะรู้ว่าคนผู้นี้สำเร็จวิชาซุมซ่อนไร้เสียงเมื่อนานมาแล้ว แต่ก็ไม่คิดว่าจะแฝงตัวเข้ามาได้ในเวลาอันรวดเร็วโดยไร้สุ้มเสียงเช่นนี้จริงๆ



กาลทั้งหมดถูดขัดจังหวะขึ้นโดยเสียงฝีเท้าที่แว่วมาทางระเบียง เพียงอึดใจหนึ่งที่หน้าประตูก็มีดวงหน้างามจิ้มลิ้มของหญิงสาวเพียงผู้เดียวในสำนักนี้เยี่ยมมาในห้อง



“ชุนเร” ชิริวเอ่ยขึ้น “ขออภัยด้วยที่ทำให้เจ้าต้องตื่น...”



ร่างงามขมวดคิ้วด้วยท่าทางแง่งอนเล็กน้อย “ยามเช่นนี้ใครจะมีแก่ใจหลับนอนเล่าท่าน ดูท่าจะมัวแต่ทุ่มเถียงกันวุ่นวายจนไม่ได้ยินเสียงสัญญาณที่ข้าเคาะเลยสินะ ช่างเสียมารยาทจริงๆ”



“สัญญาณในยามวิกาลเช่นนี้หรือ” เฮียวกะถามขึ้น “หรือจะมีผู้มาเยือน”



เด็กสาวเจ้าของนามชุนเรเผยอยิ้มยินดี “ถูกแล้วล่ะ ศิษย์พี่เพียงผู้เดียวของพวกเรา ท่านชากะกลับมาแล้ว!”



ทั้งสี่ร้องจริงเหรอ! แล้วก็พากันออกจากห้องตามชุนเรไปด้วยความยินดี เหลือเพียงร่างสูงที่ยืนนิ่งอยู่ด้านหลังด้วยสีหน้าที่ส่อแววไม่ค่อยพอใจนัก



...กลับมาแล้วหรือเจ้านั่น
...เฮอะ...

+++++++++++++++++

ที่ชานเรือนนั้นจุดตะเกียงน้อยไว้สองดวง ที่ด้านหน้าของท่านผู้เฒ่าที่นั่งหลังงองุ้มคือชายหนุ่มรูปงามในชุดนินจาสีดำสนิท ตัดกับดวงหน้าขาวและเส้นผมยาวสีทองที่มัดรวบไว้นั้นด้วย เมื่อเห็นศิษย์น้องที่พากันเดินออกมาจากบ้านก็ยิ้มให้เล็กน้อย



“ไม่พบกับพวกเจ้าตั้งเดือน ฝึกวิชากันก้าวหน้าบ้างหรือไม่”


ทั้งสี่แย่งกันสาธยายความก้าวหน้าอันภาคภูมิของตนเสียยกใหญ่ คนฟังก็ยิ่มรับอย่างสงบทุกครั้งไป จนท่านผู้เฒ่าเจ้าของสำนักต้องเคาะไม้เท้ากับพื้นเรือนให้เงียบเสียงลงเสียบ้าง “ว่าแต่พวกเจ้า อิคคิหายไปไหนเสียล่ะ”


“ข้าอยู่นี่ขอรับท่านอาจารย์” ผู้ที่ได้รับการถามถึงขานรับแทบจะทันที ก่อนที่เด็กหนุ่มจะเผยกายออกมาจากด้านใน ชายหนุ่มที่นั่งอยู่ก่อนนั้นเงยหน้าขึ้นมองผู้มาถึง ก่อนดวงตาสีฟ้าจับตานั้นจะเผยรอยยิ้ม


“ดูท่าเจ้าคงใกล้สำเร็จวิชานินจาเป็นนินจาเต็มตัวแล้วนะอิคคิ” แต่ผู้ฟังไม่ได้มีท่าทียินดียินร้ายใดๆ ทั้งสิ้น



“นี่ละคือภารกิจชิ้นต่อไปของเจ้าล่ะชากะ”



“เรื่องอันใดหรือขอรับท่านอาจารย์”



ท่านผู้เฒ่าเหลือบสายตาไปทางอิคคิ ก่อนจะประกาศออกมา “ข้าเห็นแล้วว่าอิคคินั้นควรจะเป็นนินจาเต็มตัวได้แล้ว”



จบคำประกาศนี้ นินจาฝึกหัดที่ฟังอยู่รวมทั้งชุนเรก็โห่ร้องกันอย่างยินดี แม้แต่เจ้าตัวเองยังมีแววของความภาคภูมิใจฉาบที่ใบหน้าเคร่งขรึมเป็นนิจนั้น



“แต่!” คำของท่านเจ้าสำนักสยบเสียงโห่ร้องทั้งมวล “เจ้าจะต้องผ่านภารกิจสุดท้ายไปเสียก่อน”


“...ภารกิจสุดท้าย” อิคคิทวนคำ “คือภารกิจใดหรือขอรับ”



“เจ้าต้องสำเร็จวิชาปลอมแปลงโฉม” ท่านผู้เฒ่าว่า “นั่นคือวิชาเดียวที่เจ้ายังไม่เคยทดสอบมาก่อน เจ้าจะต้องปลอมตัวเป็นผู้อื่นในขณะที่ต้องปฏิบัติภารกิจให้สำเร็จด้วย”



“รับทราบขอรับท่านอาจารย์” อิคคิรับคำ “ท่านจะให้ข้าลอบเข้าไปที่ใดหรือขอรับ”



“ที่เมืองทางทิศเหนือมีปราสาทของขุนนางแห่งหนึ่งชื่อว่าปราสาทเคียวโก เป็นปราสาทของเสนาบดีซาง่า ที่ข้าสืบรู้มาว่าเป็นแหล่งซ่องสุมกองโจรและคลังอาวุธร้ายแรง เจ้าจงไปลอบนำผังของปราสาทมาให้ข้า เพื่อจะวางแผนทำลายอาวุธอันตรายเหล่านั้น”



จบคำอาจารย์ อิคคิก็ยันกายลุกขึ้นทำท่าจะจากไป



“เจ้าจะไปที่ใดหรืออิคคิ”


“ไปเตรียมตัวเพื่อจะไปปฏิบัติหน้าที่อย่างไรล่ะขอรับ”


“ข้ายังพูดไม่จบ...ภารกิจนี้น่ะ เจ้าต้องไปกับชากะ”



เพียงคำพูดนี้ เรือนทั้งเรือนก็เงียบสงัดราวป่าช้า ท่านผู้เฒ่านั้นนิ่งเงียบหลังจากที่พูดธุระจบ ชากะเองก็เงียบไป อาจเป็นเพราะรู้ถึงภารกิจนี้มาก่อน ส่วนบรรดานินจาฝึกหัดก็พากันกลั้นหายใจไปเฮือกหนึ่งอย่างลืมตัว


อิคคินั้นทำสีหน้าที่ไม่เชื่อหูตนเองอย่างใหญ่หลวง “อ...อาจารย์ ท่านพูดเล่นกระมัง”



ท่านอาจารย์ส่ายหน้าน้อยๆ “การทดสอบนินจานั้นเป็นธรรมเนียมอยู่แล้วว่าจะต้องได้รับการยอมรับโดยศิษย์พี่ของสำนักนั้นๆ สำนักของเรามีเพียงชากะเท่านั้นที่เป็นนินจาเต็มตัว ดังนั้นเจ้าจะต้องเดินทางไปกับศิษย์พี่ของเจ้า” กล่าวจบแล้วก็ล้วงหยิบกล่องเล็กๆ กล่องหนึ่งออกมาจากแขนเสื้อ “ในกล่องนี้เป็นสลากที่กำหนดว่าเจ้าทั้งสองจะแปลงโฉมเป็นอะไร ข้าให้เจ้าเป็นผู้เลือกเองก็แล้วกันอิคคิ”


เด็กหนุ่มจับจ้องกล่องนั้นอย่างไม่ไว้วางใจ แต่เมื่อสัมผัสได้ว่าทุกคนก็กำลังจ้องมองมาที่ตน จึงสูดลมหายใจล้วงหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งออกมา เมื่อคลี่ออกมาก็พบว่า



‘คู่สามีภรรยาขายใบชา’



อิคคิถอนใจเฮือก ก่อนจะลุกขึ้นอีกครั้ง “ค่อยยังชั่วที่ข้าเคยปลอมตัวเป็นพ่อค้า ข้าจะไปเตรียมอุปกรณ์เก็บใบชานะขอรับ”



“เดี๋ยว...” เสียงท่านอาจารย์เรียกให้ชะงักอีก “ใครบอกจะให้เจ้าปลอมตัวเป็นสามี”



อิคคิรู้สึกราวกับร่างทั้งร่างชาเป็นน้ำแข็ง ทุกคนที่ฟังอยู่ก็ทำสีหน้าเหลือเชื่อไม่แพ้กัน “ท่าน...ท่านหมายความว่า...”



“การจะบรรลุวิชาปลอมแปลงโฉมนั้นต้องแปลงได้แม้กระทั่งบุคลิคที่ห่างไกลจากตนเอง ดังนั้น เจ้าต้องปลอมตัวเป็นภรรยาของชากะ!”



“ไม่มีทาง!!!!!!” อิคคิตะโกนออกมาอย่างลืมตัว พลางชี้หน้าศิษย์พี่หนึ่งเดียวอย่างไร้มารยาท “จะให้ข้าปลอมเป็นผู้หญิงก็รับไม่ได้อยู่แล้ว แล้วยังจะให้ข้าเป็นภรรยาของหมอนี่อีกเหรอขอรับ” คำโวยวายของเขาถูกระงับด้วยไม้เท้าที่ฟาดเข้าที่หน้าแข้งอย่างถนัดถนี่ พร้อมคำสำทับของอาจารย์ว่า “ข้าไม่เคยสอนให้เจ้าไร้มารยาทเช่นนี้ นั่งลง!”



เมื่อรับรู้ว่าอาจารย์กำลังโกรธ เขาจึงนั่งลงอย่างเสียไม่ได้ ดวงตาแข็งกร้าวนั้นจ้องมองชากะอย่างอาฆาตราวกับลืมไปแล้วว่าผู้ที่จับสลากนั้นขึ้นมาเป็นตัวเขาเอง “ท่านอาจารย์ข้าขอคัดค้านขอรับ จะให้ปลอมเป็นสตรีนั้นข้า...”


“นินจาต้องปลอมแปลงโฉมได้ทุกอย่าง”



“ข้าทราบขอรับ แต่ว่า...”


“หากเจ้าปฏิบัติภารกิจนี้ไม่สำเร็จ ก็จะไม่สามารถเป็นนินจาได้อย่างเต็มตัว”



“ขอรับ แต่...”



“นี่เป็นคำสั่งของอาจารย์” ถ้อยคำนี้ถือเป็นประกาศิต ศิษย์ฝึกหัดทั้งหลายเงียบเสียงลงพร้อมกัน แม้แต่ชุนที่มีท่าทีจะเอ่ยค้านออกมาก็ได้แต่ระงับปากคำ นั่งนิ่งมองแผ่นหลังพี่ชายของตน


อิคคิจึงเอ่ย “แต่ข้าไม่เคยปลอมตัวเป็น...เป็น...”



“นั่นไม่ใช่ปัญหา” ท่านผู้เฒ่าเอ่ยขึ้น “กลวิธีการแปลงโฉมเป็นสตรีนั้น ชุนเรจะสอนเจ้าเอง จงจดจำให้ดี” จบคำแล้วก็สั่งให้ชุนเรพาเด็กหนุ่มที่หน้าตาบึ้งตึงอย่างที่สุดออกไปแปลงโฉมอย่างรวดเร็ว เหล่าศิษย์ที่เหลือก็ทยอยออกตามไปด้วย เหลือเพียงอาจารย์ผู้เฒ่ากับศิษย์เอกเพียงสองคนเท่านั้น



“งานนี้คงจะหนักหน่อยนะชากะ”



ชายหนุ่มเอ่ยพลางยิ้ม “ท่านหมายถึงการลอบเข้าปราสาทเคียวโกหรือการมีภรรยาขอรับ”



ได้ยินวาจาดังนั้น อาจารย์ก็หัวเราะเบาๆ
++++++++++++++++++++++++

ภายในห้องที่ตกแต่งเรียบร้อยของชุนเร เจ้าของห้องเพิ่งจะมัดผมยาวสลวยสีน้ำเงินเป็นทรงสวยงาม


“ดีนะที่ข้าเคยทำวิกสีผมของทุกคนไว้ ใช้ได้ทันการณ์พอดีเลย”



“เจ้าดูสนุกเหลือเกินนะ” คนโดนจับแต่งตัวทำหน้าบอกบุญไม่รับอย่างสุดๆ



“อ่ะ...เปล่านี่คะ...” ชุนเรเอ่ยตะกุกตะกัก “แต่ว่า...ดีออกนะคะ ท่านอิคคิจะได้เป็นนินจาเต็มตัวแล้ว”



“มันก็ดีอยู่หรอก” ร่างสูงบอกปัดๆ “แต่ต้องไปกับเจ้านั้นนี่สิ”



“ข้าเองสงสัยมานานแล้วนะคะท่านอิคคิ” ชุนเรรวบรวมความกล้า “เหตุใดท่านอิคคิจึงไม่ชอบศิษย์พี่ชากะล่ะค่ะ”



อิคคิเองก็นิ่งไป ...จะให้หาเหตุผลมันก็ยากที่จะหาคำตอบ เขารู้เพียงแค่ว่าเมื่อใดที่เห็นบุรุษผมทองสลวยผู้นั้น จิตใจก็มันจะก่อกวนความหงุดหงิดให้ขุ่นขึ้นเสียทุกทีไป ยิ่งดวงตาสีฟ้าพราวระยับนั้นเหลือบมองมาก็รู้สึกว่าก่อกวนประสาทยิ่งนัก ซ้ำหากได้ฟังเสียงทุ้มที่ใครๆ ก็เอ่ยว่าชวนฟังนั่น ก็ให้รำคาญหูเสียจริง



“จะไม่ชอบคนสักคน ต้องมีเหตุผลด้วยหรือยังไง”



ชุนเรได้แต่ทำหน้าเหนื่อยใจ
++++++++++++++++

เสียงประตูห้องเลื่อนดังแผ่วเบา นินจาฝึกหัดทั้งสี่ที่รออยู่หน้าห้องพากันมองมาเป็นจุดเดียว คนที่เดินออกมาก่อนคือชุนเร



“เป็นอย่างไรบ้าง” ชิริวเอ่ยถามขึ้น จริงๆ เขากลัวว่าชุนเรจะเอาอิคคิมาแต่งตัวไม่ได้เสียแล้ว ดังนั้นเมื่อเห็นอีกฝ่ายเดินออกมาอย่างปลอดภัยก็พลอยโล่งอก จากนั้นทุกสายตาก็มองไปที่คนที่เดินออกมา... แล้วก็อ้าปากค้างไปตามๆ กัน



อิคคิ นินจาฝึกหัดผู้ทระนง มาบัดนี้ซ่อนกายอยู่ในชุดเดินทางของสตรีชาวบ้านสีเหลืองอมส้ม ผ้าคาดเอวสีส้มผูกเป็นโบว์ใหญ่ เส้นผมสีน้ำเงินสั้นนั้นก็ได้รับการต่อด้วยวิกจนยาวเกือบถึงกลางหลัง มัดไว้ด้วยเชือกเส้นหนึ่ง ทั้งยังประดับด้วยดอกไม้แดงดอกหนึ่งอีกด้วย ทว่าทั้งหมดทั้งปวงนั้นก็ขัดกับสีหน้าบึ้งตึงแทบจะฆ่าคนได้นั่นจริงๆ



“ท่านอิคคิไม่ยอมให้ข้าแต่งหน้าน่ะ” ชุนเรเหงื่อตก



...ได้แค่นี้ก็เกินความคาดหมายแล้ว แต่ว่าก็ว่าเถอะ หากจะมีภรรยาหน้าตาโหดเหี้ยมเช่นนี้ ขอเป็นโสดดีกว่า ... ทั้งสี่คิด แต่ก็ไม่มีใครกล้าพูดออกมา



“ท่านพี่ขอรับ” ชุนเดินออกมายื่นถุงที่เย็บเป็นรูปสัตว์ให้ใบหนึ่ง “ข้ากะจะให้ท่านพี่ในวันเกิด แต่ขอให้คราวนี้ก่อน เพื่อเป็นเครื่องรางให้ท่านพี่ทำงานลุล่วงนะขอรับ”



“ขอบใจมากน้องพี่” อิคคิยิ้มออกมาได้นิดหนึ่ง ก่อนจะได้ยินเสียงเรียกของท่านอาจารย์ให้ออกไปได้แล้ว



ที่นอกเรือนนั้น บุรุษผู้ที่ยืนสง่าอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่คือศิษย์เอกแห่งสำนักโรซัน ร่างสูงแข็งแกร่งแต่งกายด้วยชุดเดินทางของพ่อค้าที่ดูภูมิฐาน เส้นผมสีทองนั้นดูรวบสูงขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อย ขับเน้นให้มีเสน่ห์ชวนมอง ดวงตาคมสีท้องนภายิ่งเปล่งประกายยามที่จับจ้องผู้มาเยือนที่เดินกระทืบเท้าดังลั่นออกมาอย่างจงใจ



“เจ้าดูไม่เลวเลย คิคุเนะ”



อิคคิถลึงตาใส่อีกฝ่ายทันที “ผู้ใดคือคิคุเนะ”



“คิคุเนะคือชื่อของเจ้าในการปลอมตัวคราวนี้ เจ้าคือคิคุเนะ ภรรยาของชายขายใบชานามว่า ซาเอมอน” ท่านผู้เฒ่าชี้แจง



“ต...แต่ว่า ทำไมข้าต้องใช้ชื่อผู้หญิงจ๋าแบบนั้นด้วย” อิคคิหน้าเริ่มแดงด้วยความโกรธ



“อย่าลืมสิว่าเจ้าเป็นผู้หญิง” อาจารย์ยังไม่วายสำทับ “เอ้า ไปได้แล้ว ถ้าไม่ออกแต่เช้า เจ้าจะไปถึงเมืองต่อไปสายเอา”



“เฮอะ” อิคคิแค่นเสียง “ดี ข้าจะรีบไปรีบกลับมาให้เร็วที่สุดท่านอาจารย์” จะได้ยุติภารกิจบ้าๆ นี่เสียที



เมื่อทั้งสองมายืนที่หน้าบ้านเพื่อร่ำลาทุกคน และรอให้ชุนเรเตรียมตะกร้าใส่ใบชา ดวงตะวันก็ขึ้นแล้ว แสงสีทองยามเช้าอาบไล้ดวงหน้าเหล่อเหลาของศิษย์พี่ และดวงหน้าบูดบึ้งของศิษย์น้อง ชุนวิ่งไปเอาหมวกมาให้พี่ชายใบหนึ่ง จากนั้นอิคคิจึงหยิบเอาถุงเครื่องรางมาผูกไว้ที่สายรัดเอวของตน



“นั่นคืออะไรน่ะ” ชากะเอ่ยถามเมื่อเห็นภาพปักบนถุงผ้า “ไก่หรือ”



“นกไฟต่างหาก มันเป็นเครื่องรางของข้า” อิคคิสวนขวับ พลางมองอีกฝ่ายอย่างหาเรื่อง “ทำไม หรือข้าจะพกของเช่นนิ้มิได้”



ชากะยิ้มน้อยๆ “มิได้ บางทีมันอาจจะเหมาะกับเจ้าก็ได้”


สีหน้าของเด็กหนุ่มแดงจัดขึ้นอีก “ท่านจะบอกว่าข้าเหมาะกับของจุกจิกประเภทนี้อย่างนั้นเหรอไง!!!!!”



พวกที่เหลือที่ยืนมองทั้งสองโต้คารมใส่กันก็ได้แต่มองหน้ากันเงียบๆ “เฮ้อ...ยังไม่ทันจะออกจากสำนักก็เถียงกันด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่องเสียแล้ว” เฮียวกะเอ่ยขึ้นมาอย่างเป็นห่วง



“อย่างนี้จะไหวหรือขอรับ น่าเป็นห่วงจังเลย” ชุนเอ่ยขึ้น



“ตายจริง! ท่านอิคคิ มีผู้หญิงที่ไหนเดินขาถ่างแบบนั้น!!” ชุนเรหวีดร้องอย่างอดรนทนไม่ได้



แล้วทั้งหมดก็มองไปที่ท่านอาจารย์ ท่านผู้เฒ่าก็ยิ้มเล็กน้อย “ถ้าเป็นห่วงจะไปส่งก็ได้นะ”
+++++++++++++++++++++

ในช่องทางเดินในป่า พ่อค้าสามีภรรยาเดินเคียงกันอย่างเงียบกริบ แม้เสียงนกร้องก็ไม่ดังขึ้นแม้แต่น้อย ราวกับจะสัมผัสได้ถึงรังสีไม่พอใจที่คุกรุ่นมาจากร่างในชุดสีเหลืองที่หอบตะกร้าใบชาก้าวฉับๆ อยู่



ชากะนั้นก็เดินอย่างสบายใจ ราวกับนี่เป็นการเดินทอดน่องยามเช้าเท่านั้น



เดินไปสักครู่ก็มีอะไรบางอย่างพลิ้วปลิวมาปะทะใบหน้าของทั้งสอง “...กลีบซากุระหรือ” ชากะเอ่ย



“ไร้สาระ” อิคคิพูดขึ้น “นี่มันใช่หน้าซากุระเสียที่ไหน แถมแถวนี้ก็ไม่มีต้นซากุระสักครึ่งต้น!” ความคิดผิดชาวบ้านแบบนี้เป็นใครไปไม่ได้นอกจากเจ้าเซย์ย่าแน่ๆ



ที่บนต้นไม้แถวนั้น ตัวการที่เอ่ยถึงกำลังกลั้นหัวเราะเต็มที่กับความคิดของตนเอง ทันทีที่ท่านอาจารย์บอกว่าให้มาส่งได้ เซย์ย่าก็รีบวิ่งไปโกยกลีบซากุระที่ตนทำเทียมเอาไว้อย่างรวดเร็ว พลางลากชิริววิ่งมาดักทั้งสองอีกด้วย



“นี่ ทำแบบนี้มันจะดีหรือ” ชิริวเอ่ยขึ้นอย่างไม่แน่ใจ



“ขอหน่อยเถอะน่า ท่านอิคคิน่ะชอบทำโทษข้าอยู่เรื่อย” เซย์ย่าพูดพลางสะบัดตะกร้าซากุระไปด้วย



“ท่านพี่จะไม่เป็นอะไรจริงๆ เหรอ” ชุนที่ใช้วิชาแฝงกายเข้ากับต้นไม้ต้นหนึ่งเปิดผ้าที่ซ่อนตัวออกมาดูพี่ชายอย่างกังวล



“นั่นสิ โอ๊ย.. เดินขาถ่างอีกแล้ว” ชุนเรที่ซุ่มอยู่ที่พุ่มไม้ข้างๆ เอ่ยอย่างร้าวราน



“ขอให้โชคดีแล้วกัน แต่ดูท่าจะยากแฮะ” เฮียวกะมุดออกมาจากต้นไม้ที่ชุนแฝงตัวอยู่ก็อวยพรอย่างไม่แน่ใจ



ทั้งสองเดินออกมาจบเกือบพ้นชายป่า กลีบซากุระยังคงโปรยปราย จู่ๆ ชากะก็เอื้อมมือมาโอบไหล่ของร่างข้างๆ ทำเอาอิคคิตัวแข็งก่อนจะหันไปหาอีกฝ่ายอย่างเอาเรื่อง “ทำบ้าอะไร หา!”



“นี่จะพ้นเขตหมู่บ้านเราแล้ว ต้องแสดงให้สมจริงหน่อยสิ” ชากะเอ่ยหน้านิ่ง



“ต้อง...ต้องทำขนาดนี้เลยเรอะ!”



“ใช่แล้วล่ะคิคุเนะ”



ได้ยินชื่อที่บ่งบอกถึงความเป็นสตรียิ่งเช่นนี้ คนถูกเรียกก็แทบอาละวาด แต่ความที่ภารกิจและคำสั่งของอาจารย์ค้ำคอ จึงได้แต่จำใจเดินตามการรั้งของมือใหญ่นั้น



“จำไว้นะชากะ” ร่างผมสีน้ำเงินเอ่ยลอดไรฟันอย่างเคียดแค้น “ข้าเป็นนินจาเต็มตัวเมื่อไหร่ จะตอบแทนให้สาสมเลย”



ได้ยินคำอาฆาตเข้าไป ร่างสูงก็หัวเราะเสียงก้องกังวาน “คิคุเนะของข้านี่ไม่เหมือนใครจริงๆ!”



ก่อนทั้งสองจะก้าวเดินต่อไป ทางหนึ่งสำราญใจนัก ทางหนึ่งนั้นแสนขุ่นเคือง


“นี่ละการทดสอบ” ท่านผู้เฒ่าที่สุดท้ายก็ออกมาด้วยเอ่ยขึ้น สายตาของท่านจับจ้องร่างของทั้งคู่ “จบภารกิจครั้งนี้ อิคคิจะได้เรียนรู้อะไรอีกมาก และจะได้ใจเย็นลงเสียที”



ทั้งหมดฟังแล้วก็ถอนใจ เห็นคู่สามีภรรยากำมะลอที่เดินออกไปไกลเรื่อยๆ แล้วก็ได้แต่หวังว่า
...ขอให้เป็นอย่างนั้นเถอะ!

ภารกิจของทั้งสองจะเป็นเช่นไรต่อไป ช่างยากจะคาดเดาเสียจริงๆ...

TBC (??)

ฮ่าๆ นั่นสิคะ มี TBC จะต่อดีไหมเนี่ย?? ใจจริงอยากต่อม้ากมากกกกก แต่นึกถึงฟิคที่ค้างไว้แล้วมัน....

ท่านๆ ที่ยังกรุณาตามฟิคของฟูจังก็รอนิดนะคะ ช่วงนี้งานเย้ออออ เพลาลงเมื่ไหร่คงสบายขึ้นค่ะ แหะๆ

ขอเม้นเช่นเคยนะค้า ><

แล้วเจอกันใหม่เน้อ~

edit @ 26 Nov 2007 17:34:32 by ฟูจัง